คลังปรับโมเดลประกันข้าวนาปี เคาะ “ขึ้นเบี้ย-จัดโซนเสี่ยง” รับมือแล้งหนัก
แล้งหนัก ! กระทบประกันภัยนาข้าว สมาคมวินาศภัยโอดเคลมปี”62 พุ่งกว่า 4.5 พันล้านบาท ชงเปลี่ยนโมเดล “เพิ่มเบี้ย-จัดโซนเสี่ยง” รับมือทำนาปี”63 คลังรับลูกเคาะใช้งบฯ 2.9 พันล้านบาท พื้นที่เป้าหมาย 44.7 ล้านไร่ แบ่งกลุ่มพื้นที่ “ธ.ก.ส.-รัฐบาล” ช่วยจ่ายค่าเบี้ย 97 บาทต่อไร่ รวม 28 ล้านไร่ ขณะที่กลุ่มพื้นที่ลูกค้าซื้อประกันเอง 16.7 ล้านไร่ จัดโซนเสี่ยง 3 สี “สีแดง” เสี่ยงสุดคิดเบี้ยแพง 230 บาทต่อไร่ “สีเขียว” เสี่ยงต่ำคิดเบี้ยแค่ 58 บาทต่อไร่
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า การประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2563 นี้ สมาคมได้เสนอปรับปรุงโมเดลให้มีการจัดโซนนิ่งพื้นที่เสี่ยง ซึ่งถือเป็นโมเดลที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องปรับขึ้นเบี้ยโดยรวมมากจนเกินไป รวมถึงบริษัทประกันภัยต่อ ก็เห็นด้วยในเบื้องต้น เนื่องจากในปี 2562 ข้าวนาปีที่รับประกันมีอัตราความเสียหาย (ลอสเรโช) พุ่งเกือบ 200% ยอดเคลมกว่า 4,500 ล้านบาท จากที่รับเบี้ยมา 2,400 ล้านบาท และในปี 2563 ก็มีแนวโน้มน่าเป็นห่วง เพราะภาวะภัยแล้งที่หนักสุดในรอบ 50 ปี อย่างไรก็ดี การตัดสินใจต้องขึ้นกับทางภาครัฐ ซึ่งสมาคมได้เสนอแนวทางไปแล้ว
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปโมเดลโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2563 แล้ว ซึ่งจะเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ก่อน และน่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในช่วงเดือน มี.ค. ก่อนเริ่มรับประกันต่อไป
นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการ ในฐานะโฆษกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในปีการผลิต 2562 ที่ผ่านมา ความเสียหายในการประกันภัยข้าวนาปี เบื้องต้นจนถึงปัจจุบันมียอดเคลมอยู่ที่ 3,545.9 ล้านบาท ซึ่งได้จ่ายสินไหมไปแล้ว 2,928 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ทั้งพื้นที่และข้อมูล
ขณะที่รอบการผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2563 โมเดลที่หารือกันไว้ จะใช้งบประมาณทั้งหมด 2,910.4 ล้านบาท บนพื้นที่เป้าหมายในการรับประกันภัยพื้นฐานจำนวน 44.7 ล้านไร่ ซึ่งกรณีเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. พื้นที่ราว 28 ล้านไร่ จะได้รับเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันในอัตราเท่ากันทุกพื้นที่จำนวน 97 บาทต่อไร่ ซึ่งอัตราเบี้ยส่วนนี้สูงขึ้น 14% จากปีก่อนอยู่ที่ 85 บาทต่อไร่ อย่างไรก็ดี ธ.ก.ส.จะช่วยจ่าย 39 บาทต่อไร่ และอีก 58 บาทต่อไร่ รัฐบาลจะอุดหนุน
ส่วนพื้นที่อีก 16.7 ล้านไร่นอกเหนือจาก 28 ล้านไร่ พบว่า มีพื้นที่ 15.7 ล้านไร่ที่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ จะจัดเป็นโซน “สีเขียว” โดยคิดอัตราค่าเบี้ยประกันที่ 58 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ยังมีอีก 1 ล้านไร่ ซึ่งจะมีทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง ที่จะจัดเป็นโซน “สีเหลือง” คิดค่าเบี้ยประกันที่ 210 บาทต่อไร่ และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง จัดเป็นโซนสีแดง คิดค่าเบี้ยประกันที่ 230 บาทต่อไร่
นายสมเกียรติกล่าวว่า สำหรับวงเงินคุ้มครองกรณีเสียหาย จะครอบคลุมภัยธรรมชาติ 7 ประเภท จ่ายเคลมที่ 1,260 บาทต่อไร่ ได้แก่ 1.น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก 2.ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง 3.ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น 4.ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง 5.ลูกเห็บ 6.ไฟไหม้ และ 7.ช้างป่า ส่วนภัยที่เกิดจากศัตรูพืชและโรคระบาด คุ้มครองที่ 630 บาทต่อไร่ ส่วนพื้นที่ที่บริษัทประกันภัยร่วมจ่ายโดยสมัครใจ ซึ่งมีประมาณ 1 ล้านไร่ วงเงินคุ้มครอง 7 ภัยธรรมชาติจะอยู่ที่ 240 บาทต่อไร่ และจากภัยศัตรูพืช 120 บาทต่อไร่
ด้านแหล่งข่าวจากวงการประกันภัยกล่าวว่า รูปแบบและเบี้ยประกันภัยที่รัฐสรุปออกมาล่าสุดนั้น เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปีก่อน ส่วนความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงด้านภัยแล้งปีนี้อาจจะยังคาดคะเนได้ยากว่า จะกระทบแค่ไหน เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้มีการเพาะปลูกข้าวและขึ้นทะเบียน จึงยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็แนะนำให้เกษตรกรเลี่ยงไปปลูกข้าวหลังหน้าฝนไปแล้ว หรือช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2563
“ปีที่แล้วเกษตรกรปลูกข้าวหลังช่วงพิธีวันพืชมงคล ช่วงนั้นฝนตก แต่เจอปัญหาฝนทิ้งช่วง ไม่มาตามปกติ เกิดแล้ง ข้าวตาย บางแห่งก็ยังไม่ตาย แต่ฝนกลับตกมาอีก ก็เจอน้ำท่วม ทำให้เจอ 2 เด้ง คือ แล้งก่อนบางพื้นที่และท่วมบางพื้นที่ด้วย และยังมาเจอโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดหนักอีก ถือเป็นปีที่หนักมาก ดังนั้น ปีนี้ถ้าสภาพอากาศเหมือนปีที่แล้ว ก็คาดคะเนได้ว่าน่าจะมีเคลมหนักพอ ๆ กัน” แหล่งข่าวกล่าว