วิตกราคาน้ำมันโลกปรับฐานลงแรงหลังซาอุฯ เปิดฉากสงครามราคา กดดัน “หุ้นพลังงาน-ทรัพยากร-แบงก์” ฉุดมาร์เก็ตแคปหุ้นไทยร่วงเกือบ 50% “ภากร” ยันกระทรวงคลังเตรียมออกมาตรการดูแลระยะสั้น-ยาว เผยมีการตั้งคณะทำงานชุดใหม่รับมือเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ พร้อมสั่ง “Security analyst” วิเคราะห์ราคาหุ้นที่หายไปว่าเกินจริงหรือไม่ เตือนนักลงทุนเลือกลงทุนแบบ Asset Allocation ในหลาย Asset Class
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับฐานลงแรงหลุด 40 เหรียญต่อบาร์เรล หรือลดลงรวมกันเฉลี่ยราว 30% เป็นเซนติเมนต์หลักที่ค่อนข้างกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมากกว่า 5-6% โดยตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 มี.ค.63) ปรับลดลงมากถึง 6.77% ลดลงกว่า 92.37 จุด ดัชนีหลุดมาอยู่ที่ระดับ 1,272.20 จุด ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯก็ได้มีการรายงานให้หน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ทราบแล้ว
จะเห็นได้ว่าในแต่ละอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน กลุ่มหุ้นที่กระทบจากราคาน้ำมันเป็นกลุ่มแม็คโครเฟกเตอร์ของประเทศ 3 กลุ่มหลักๆ คือ 1.พลังงาน (Energy) 2.ทรัพยากร (Resoure) และ 3.ธนาคารพาณิชย์ (Finance) ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มมีผลต่อมาร์เก็ตแคปประมาณ 45-50% โดยน้ำหนักมาจากกลุ่มพลังงานและทรัพยากรรวมกันเกือบ 30% และกลุ่มธนาคารที่ถูกกระทบจากลูกค้าประมาณ 15%
“วันนี้ราคาหุ้นมาร์เก็ตแคปที่หายไปลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับผลกระทบทั้งปี ซึ่งต้องพิจารณาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ จึงอยากจะให้ทางนักวิเคราะห์ความปลอดภัย (Security analyst) พิจารณาข้อมูลดังกล่าวต่อไป และเรากลับไปดูทรานเแซกชั่นทั้ง program trading, block trade ซึ่งขณะนี้ทรานแซกชั่นยังเหมือนในวันปกติ” นายภากรกล่าว

ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อหนุนให้ตลาดมี Investment Flow ใหม่ๆ ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้มีแนวคิดนำกองทุน SSF ที่ลงทุนในหุ้นออกมาและมีหลายมาตรการที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) หรือผู้บริโภค นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังพิจารณามาตรการที่จะสนับสนุนบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดการกองทุน คาดว่าเร็วๆ นี้คงจะมีมาตรการต่างๆ ออกมา เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความสนใจต่อตลาดทุนค่อนข้างมาก ซึ่งจะมีคณะกรรมทำงานร่วมกันในหลายๆ เรื่อง ซึ่งมีทั้งคณะทำงานที่ตั้งขึ้นใหม่และชุดเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อรับมือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
โดยมาตรการจะมี 2 ส่วน เป็นมาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จะเป็นมาตรการระยะสั้นที่ต้องเร่งช่วยเหลือทันที ส่วนมาตรการระยะยาวต้องแก้ไขหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทย

“ปีนี้เป็นปีที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติค่อนข้างมาก และมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราเตรียมตัวกันตั้งแต่วันศุกร์ (6 มี.ค.63) และตั้งแต่เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (9 มี.ค.63) ก็มอนิเตอร์ทุกเซกเตอร์ เนื่องจากภาครัฐมีความกังวลผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ” นายภการกล่าว
ส่วนมาตรการหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว หรือ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) ยังไม่มีปัญหา เนื่องจากยังไม่ถึงอัตราส่วนที่กำหนดต้องใช้ และในส่วนของหุ้นแต่ละตัวจะมีกำหนดเพดานไว้เองด้วยว่าหากราคาเกินกว่าเปอร์เซ็นต์ของเมื่อวาน ราคาหุ้นที่ซื้อขายได้จะไม่เกินนั้น และในตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) จะมีบอกเลยว่าถ้าเกิดราคาของ underwite Asset เกินจะไม่มีการซื้อขาย เพราะฉะนั้นตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นปกติ
อยากเตือนนักลงทุนในสภาวะแบบนี้ที่มีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก ต้องติดตามความเคลื่อนไหวและอ่านบทวิเคราะห์ถึงผลกระทบกับสิ่งที่เกิดขึ้น จากทั้งด้านลบและด้านบวก บางอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบมาก ต้องดูว่าถูกกระทบมากเกินความเป็นจริงหรือไม่ ราคาลงมากๆ บางส่วนจะเป็นโอกาสในการลงทุน ตรงนี้ต้องมองสัดส่วนลงทุน และแนะนำให้ Asset Allocation และลงทุนในหลายๆ Asset Class
