เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วิกฤต ‘หน้ากากอนามัย’ ลาม วัตถุดิบใกล้หมด-แนวโน้มราคาขยับ

12 มี.ค. 2563 | 09:27น.

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก ด้วยยอดผู้ติดเชื้อถึง 113,358 คน (10 มีนาคม 2563) ในจำนวนนี้เป็นการระบาดนอกประเทศจีนสูงถึง 32,604 คน ในจำนวนนี้เป็นการระบาดอย่างหนักใน 3 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี (9,172 คน), เกาหลีใต้ (7,513 คน) และอิหร่าน 7,161 คน รวม 23,846 คน เฉพาะที่ “อิตาลี” เพียงประเทศเดียวที่มีอัตราผู้ป่วยเสียชีวิตสูงรองจากจีนเกือบ 500 คนเข้าไปแล้ว ส่งผลให้เกิดความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หน้ากากอนามัย” ไปทั่ว รวมถึงประเทศไทยด้วย

ควบคุมหน้ากากอนามัย

การขาดแคลนหน้ากากอนามัยประเภทใช้ครั้งเดียวทางการแพทย์ในประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 หลังการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 แพร่ออกนอกประเทศจีน ด้วยจำนวนคนติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจากการสัมผัสใกล้ชิด “คนจีน” ที่เดินทางออกนอกประเทศ ก็ยิ่งทำให้ความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปกติ 1-2 เท่า ส่งผลให้ราคาหน้ากากอนามัยถีบตัวสูงขึ้นจากชิ้นละไม่กี่บาท เป็นชิ้นละ 10-14 บาท เกิดการกักตุนสินค้าเป็นวงกว้าง

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ได้รับมอบหมายให้เข้ามาจัดการปัญหาการขาดแคลนหน้ากาก ได้ตัดสินใจใช้ “อำนาจทางกฎหมาย” ของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ประกาศให้หน้ากากอนามัย รวมถึงใยสังเคราะห์ polypropylene (spunbond) เป็น “สินค้าควบคุม” ทันที ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 พร้อมกับให้โรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยจำนวน 11 รายใหญ่ของประเทศ แจ้งปริมาณ-สถานที่จัดเก็บสินค้าและวัตถุดิบในการผลิต

พร้อมกับการบริหารจัดการด้วยการ “ขอความร่วมมือ” ให้โรงงานผู้ผลิตหน้ากากส่งมอบหน้ากากประมาณร้อยละ 50 ให้กับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำไปจัดสรรแก้ปัญหาการขาดแคลนในระยะต้น แลกกับการให้โรงงานผลิตหน้ากากสามารถจำหน่ายหน้ากากให้กับคู่ค้าตามช่องทางปกติได้จำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มาตรการขอความร่วมมือจัดสรรหน้ากากร้อยละ 50 ให้กระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว ยิ่งทำให้สถานการณ์ขาดแคลนหน้ากากหนักขึ้นไปอีก ประกอบกับมีการอนุญาตให้ส่งออกหน้ากากไปนอกประเทศได้บางส่วน นำมาซึ่งการตัดสินใจห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยไปนอกประเทศโดยเด็ดขาด ในวันที่20 กุมภาพันธ์ 2563 แต่สถานการณ์การขาดแคลนก็ยังไม่ดีขึ้น

โดยในช่วงนี้เริ่มเกิดการขาดแคลนหน้ากากอนามัยจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ เนื่องจากโรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยไม่สามารถส่งสินค้าหน้ากากให้กับโรงพยาบาลตามยอดคำสั่งซื้อตามปกติได้ด้วยเหตุผลที่ว่า จำนวนผลิตหน้ากากอนามัยจำนวนครึ่งหนึ่งอยู่กับกรมการค้าภายใน ในขณะที่ความต้องการหน้ากากอนามัยของประชาชนพุ่งขึ้นสูงจนเกิดสถานการณ์ตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ

ตั้งศูนย์กระจายหน้ากาก

การประกาศให้สินค้าหน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม ตามมาด้วยการให้โรงงานผู้ผลิตแจ้งปริมาณการผลิต สต๊อกสินค้า-วัตถุดิบ ปริมาณการขาย ทำให้กระทรวงพาณิชย์ทราบถึงสถานการณ์การผลิตหน้ากากอนามัยที่แท้จริง จากจำนวน 11 โรงงานผู้ผลิต มีกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยได้ประมาณวันละ 1,200,000 ชิ้น หรือประมาณเดือนละ 36 ล้านชิ้น ในขณะที่ปริมาณความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น 1-2 เท่าตัว หรือมากกว่า 100 ล้านชิ้น โดยทั้ง 11 โรงงานไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการใช้หน้ากากได้

จนนำมาซึ่งการตัดสินใจที่จะใช้ พ.ร.บ.กำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด เข้าไป “ควบคุม” การผลิตและการจำหน่ายสินค้าหน้ากากอนามัย ด้วยการตั้ง “ศูนย์กระจายหน้ากากอนามัย” ขึ้น ในวันที่ 4 มีนาคม 2563 ภายใต้การบริหารร่วมของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงสาธารณสุข นับเป็นสินค้าแรกในรอบ 20 ปี ที่รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป “เฝ้า” ถึงในตัวโรงงาน ส่งผลให้โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยทั้ง 11 แห่งไม่สามารถจำหน่ายหน้ากากอนามัยให้กับคู่ค้าได้ตามปกติ

โดยหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้วันละ 1,200,000 ชิ้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 700,000 ชิ้น ให้กระทรวงสาธารณสุข นำไปจัดสรรให้กับโรงพยาบาล ส่วนอีก 500,000 ชิ้น กรมการค้าภายในจะนำไปจัดสรรและกระจายสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ รถโมบาย วันละกว่า 100 คัน, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านธงฟ้าทั่วประเทศ ในราคาชิ้นละไม่เกิน 2.50 บาท หรือ 4 ชิ้น 10 บาท

เข้าคุมโรงงานเบ็ดเสร็จ

ผลของการเข้าบริหารจัดการแบบ “เบ็ดเสร็จ” ของศูนย์กระจายหน้ากากอนามัย ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การขาดแคลนหน้ากากดีขึ้น แต่กลับแย่ลงกว่าเก่า เพราะศูนย์จับแต่ “ตัวเลข” โดยไม่รู้ความต้องการที่แท้จริง จนสะท้อนออกมาจากความเห็นของโรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยเองว่า ช่องทางการค้าหน้ากากอนามัยตามปกติถูกปิดลง โรงงานไม่สามารถจำหน่ายตามคำสั่งซื้อจากคู่ค้าได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากศูนย์กระจายหน้ากาก

ด้านสถานการณ์การขาดแคลนหน้ากากอนามัยในโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนกลับเลวร้ายลงกว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายต่อหลายแห่งแจ้งว่า ไม่มีหน้ากากใช้จนต้องออกมาขอ “รับบริจาคหน้ากาก” สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการในส่วน 700,000 ชิ้น/วัน ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างดี

มีตัวอย่างการกระจายหน้ากากผ่านทาง “รถโมบาย” ของกรมการค้าภายใน จำนวน 100 กว่าคัน โดยคันหนึ่งจะได้รับหน้ากากไปจำหน่ายให้ประชาชนระหว่าง 3,000-5,000 ชิ้น นั้นหมายความว่า จำนวนหน้ากากที่กรมการค้าภายในขอมากระจายเอง จากยอดรวม 500,000 ชิ้น ถูกตัดไปให้กับรถโมบายเพียงช่องทางเดียวไปแล้ว 300,000 ชิ้นหรือมากกว่านั้น ตรงนี้เป็นคำตอบที่ดีว่า ทำไมเมื่อประชาชนไปซื้อหน้ากากอนามัยที่ร้านสะดวกซื้อจึงไม่มีของ จนในที่สุดกรมการค้าภายใน จำต้อง “ยกเลิก” การจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางรถโมบาย หลังจากที่ออกวิ่งได้ 2-3 วัน

สต๊อกวัตถุดิบใกล้หมด

ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยืดเยื้อต่อไปอีก 2-3 เดือน ล่าสุด โรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยเริ่มมีการส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า การยืนราคาต้นทุนการผลิตที่ชิ้นละ 2.50 บาท จะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นานนัก เนื่องจากวัตถุดิบในสต๊อกกำลังจะหมดลง ไม่ว่าจะเป็นใยสังเคราะห์ spunbond ไปจนกระทั่งถึงแผ่นกรอง ประกอบกับประเทศต้นทางวัตถุดิบก็ประสบปัญหาการขาดแคลนหน้ากาก มีการห้ามการส่งออก หรือขึ้นราคาวัตถุดิบเป็นเท่าตัว การหาวัตถุดิบในตลาดโลกเริ่มยากขึ้น

“ถ้าไม่มีวัตถุดิบ การผลิตหน้ากากอนามัยวันละ 1,200,000 ชิ้นก็เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่ ทางออกก็คือ ขึ้นราคาจำหน่ายหน้ากากอนามัยและผลิตเท่าที่จะผลิตได้ หากสถานการณ์เป็นอย่างนี้ การจัดสรรในสัดส่วน 500,000 กับ 700,000 ชิ้น ก็ไม่มีความหมาย รัฐบาลต้องเลือกเอาแล้วว่า ระหว่างประชาชนกับโรงพยาบาล ใครควรได้หน้ากากอนามัยเป็นอันดับแรก”