SoftBank กับความท้าทายยุคโควิด-19
คอลัมน์สตาร์ตอัพปัญหาทำเงิน มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
SoftBank บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของกองทุนสตาร์ตอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก The Vision Fund มูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญ กำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักถึงขั้นต้องออกโรงเตือนผู้ถือหุ้นว่า ผลประกอบการไตรมาสนี้คงติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยจะขาดทุนถึง 12.5 พันล้านเหรียญ ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำกำไรถึง 18 พันล้านเหรียญ
SoftBank เป็นที่รู้จักในฐานะ “พ่อบุญทุ่ม” ของเทคสตาร์ตอัพ แต่การลงทุนของ The Vision Fund ที่มี “มาซาโยชิ ซัน” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทผลักดันสุดกำลังกลับไม่งอกเงย
บริษัทบอกว่า การขาดทุนมาจากมูลค่าที่ลดฮวบของเทคสตาร์ตอัพลงทุนไว้ โดยคาดว่า The Vision Fund จะขาดทุนถึง 16.7 พันล้านเหรียญ โดยเฉพาะสตาร์ตอัพที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ที่คิดเป็น 40% ของการลงทุนทั้งหมด
อาทิ ตัวท็อปอย่าง Didi, Uber, Grab และ Oyo ที่โควิด-19 เข้าทำให้จากที่เคยมีสภาพ “ทรง ๆ” ก็ถึงกับ “ทรุด” และหลายรายออกอาการ “โคม่า” เช่น เดือน ก.พ.ที่ไวรัสระบาดหนักในจีน Didi (ให้บริการเหมือน Uber) มีรายได้ลดลงถึง 60% ส่วน Uber เองก็เดี้ยงไม่แพ้กัน ทำให้ The Vision Fund ที่มีหุ้น 13% ใน Uber ขาดทุนถึง 1.5 พันล้านเหรียญ
สตาร์ตอัพในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่คิดเป็น 10% ของเงินลงทุนทั้งหมดของ SoftBank ก็เจอมรสุมโควิดเช่นกันไม่ว่าจะเป็น Opendoor เจ้าของแพลตฟอร์มซื้อขายบ้านระดับยูนิคอร์น มูลค่า 3.8 พันล้านเหรียญที่ต้องเอาคนออกถึง 35% หรือ 600 คน รวมถึง WeWork ยูนิคอร์นระดับตำนานที่ทำแผน IPO พังยับคามือเมื่อปีก่อน เมื่อเจอมาตรการ lockdown กิจการก็ยิ่งระส่ำเพราะมีค่าเช่าระยะยาวที่ต้องจ่ายแต่ลูกค้าหดหาย
ผลกระทบของโควิดกดดันให้หุ้นของ SoftBank ร่วงต่ำสุดในรอบ 4 ปีบีบให้ “มาซาโยชิ ซัน” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอต้องประกาศขายทรัพย์สินบางส่วนของบริษัทมูลค่ากว่า 41 พันล้านเหรียญเพื่อช้อนซื้อหุ้นคืน
แต่ปัญหานี้ไม่ทำให้ “มาซาโยชิ ซัน” หยุดลงทุนในเทคสตาร์ตอัพ เขายังเดินหน้าผลักดัน The Vision Fund ก้อนที่ 2 หรือที่เรียกว่า The Vision Fund II ต่อไป แม้นักลงทุนใหญ่รายเดิมทั้งจากซาอุดีอาระเบียและอาบูดาบีจะถอนตัวไปแล้วก็ตาม
ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีแห่งอนาคตของ “มาซาโยชิ ซัน” ฝังแน่นมาตั้งแต่ยุคฟองสบู่แตกในปี 2000 เขายอมเดิมพันเงินทั้งหมดที่เหลือไปกับการลงทุนใน Alibaba ทำให้เงิน 20 ล้านเหรียญในวันนั้นงอกเงยเป็น 60 พันล้านเหรียญในปี 2014 และ SoftBank เป็นเจ้าของหุ้นใน Alibaba 25% คิดเป็นเงินกว่า 129 พันล้านเหรียญ
วันนี้มาซาโยชิ ซัน เดิมพันหมดหน้าตักอีกครั้งกับเทคโนโลยี AI ที่เขามั่นใจว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในอนาคต
บริษัทวิเคราะห์แตกความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนเพราะมองว่ามหันตภัยไวรัสครั้งนี้จะทำให้บริการ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด อีกฝ่ายเห็นว่าการลงทุนต่อไปมีแต่จะฉุดรั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนและส่งผลกระบทต่อบริษัทในระยะยาว
การเดิมพันของมาซาโยชิ ซัน ครั้งนี้จะออก “หัว” หรือ “ก้อย” ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ ๆ โจทย์ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และหากความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต การใช้วิธีการ “เก่า” บนฐานของความสำเร็จ “เดิม” เพื่อรับมือกับความท้าทาย “ใหม่” ในปัจจุบัน และอนาคตย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดีนักวิเคราะห์จึงหวังว่าผู้นำที่มี “วิสัยทัศน์” อย่างมาซาโยชิ ซัน คงจะไม่ติดกับดักตื้น ๆ แบบนี้