Dark Sky Campaign ลดมลภาวะทางแสงดอยอินทนนท์
ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสามารถช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ในทางกลับกันก็นำมาซึ่งมลพิษแก่โลกมากมาย โดยที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขเพื่อลดมลพิษต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการเอ่ยถึงน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่มีผลกระทบในวงกว้างมหาศาลคือ “มลภาวะทางแสง”
มลภาวะทางแสงเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์โดยตรง ทั้งโดยตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ จึงทำให้ในปี 2558 องค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นปีสากลแห่งแสงและเทคโนโลยีแสง อันมีผลกระทบต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมวลมนุษยชาติ ทั้งนี้ในประเทศไทยมีโครงการนำร่องเกิดขึ้น โดยความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านโครงการ “โครงการลดมลภาวะทางแสงในเขตชุมชนและอุทยานแห่งชาติ (Dark Sky Campaign)”
ทั้ง 5 หน่วยงาน มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะทางแสง (light pollution) ต่อระบบนิเวศในพื้นที่
“รุ่ง หิรัญวงศ์” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า พื้นที่ดอยอินทนนท์เป็นสวรรค์ของนักดูนก เพราะมีนกมากกว่า 200 ชนิด และนกอพยพอีกหลายสายพันธุ์ รวมถึงเป็นพื้นที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ โดยเป็นที่ตั้งของหอดูดาวแห่งชาติ หรือหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา เชียงใหม่
“ขณะเดียวกันในพื้นที่กลับมีการฟุ้งกระจายของแสงในปริมาณมาก เนื่องจากการใช้แสงไฟเพื่อกระตุ้นการเติบโตของต้นเบญจมาศ เพื่อกระตุ้นให้ลำต้นของดอกเบญจมาศตรงและสูง ซึ่งมีชาวบ้านในพื้นที่บ้านขุนกลางปลูกกัน ราว ๆ 300 ครัวเรือน หรือ 80% เฉลี่ยพื้นที่ 1 งาน-2 ไร่/ครัวเรือน ไม่นับรวมแสงจากอาคารบ้านเรือนจากพื้นที่ชุมชนโดยรอบ โดยมลภาวะทางแสงส่งผลกระทบที่ชัดเจนคือการหลงทิศของนกอพยพ และพืชพันธุ์มีความคลาดเคลื่อนในการผสมเกสร ซึ่งอาจมีผลต่อการสูญพันธุ์ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบนิเวศ และเกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้”
“ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมว่า พื้นที่ดอยอินทนนท์ เป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพความมืดที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ทุก ๆ ปีพบว่าค่าความมืดถูกรบกวนจากแสงไฟจากพื้นที่เกษตรถึง 50%
“เนื่องจากแสงไฟสาดขึ้นฟ้า ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าแสงที่ส่องสว่างมีโอกาสสูญเปล่า ทั้งยังเป็นต้นทุนของเกษตรกร และยังรบกวนทัศนวิสัยในการศึกษาดาราศาสตร์ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการดูดาว ดังนั้น หากช่วยลดความสว่างของแสงลงมาได้ จะช่วยส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว และทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย”
“บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร” รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิต และเกี่ยวข้องโดยตรง กฟผ.จึงสนับสนุนหลอดไฟชนิดแอลอีดีแก่เกษตรกรกว่า 1 แสนดวง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพัฒนา และวิจัยร่วมกันกับภาคี และเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ และไม่กระทบต่อวิถีดั้งเดิมของเกษตรกร
“การบังคับทิศทางของแสงไม่ให้กระจายขึ้นท้องฟ้า นอกจากจะไม่เกิดมลภาวะทางแสง ยังเป็นการประหยัดพลังงาน ทั้งยังทำให้เกษตรกรลดปริมาณวัตต์ที่ใช้ลง บวกกับอายุการใช้งาน และการใช้พลังงานของหลอดชนิดแอลอีดี จะช่วยทำให้ประหยัดพลังงานมากกว่าหลอด CFL ถึง 50%”
ดังนั้น หากโครงการ Dark Sky Campaign บรรลุผลสำเร็จ จะช่วยทำให้ดอยอินทนนท์เป็นพื้นที่แรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญต่อการจัดการมลภาวะทางแสง ที่สำคัญ อาจขยายผลไปสู่การยื่นขอเป็นพื้นที่ dark sky จากสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association-IDA) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างระบบการจัดการชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่พื้นที่อื่น
ในการช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดมลภาวะทางแสง และมีความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป