แม้ยังมองไม่เห็นเส้นชัย ทั้งยังคาดเดาได้ลำบากว่าการต่อสู้กับไวรัสมหาภัยโควิด-19 จะจบเร็วหรือยืดเยื้อ แต่ 9 จังหวัดสีขาว ประกอบด้วย กำแพงเพชร ชัยนาท ตราด น่าน บึงกาฬ พิจิตร ระนอง สิงห์บุรี และอ่างทอง ทำสถิติได้ดีเยี่ยม ปลอดเชื้อ ตั้งแต่วันแรกที่โควิด-19 แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย ช่วงกลางเดือน ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงชื่นชมของคนทั้งประเทศ จนถึงวันนี้ (24 เม.ย.) แต่โจทย์ที่ยากกว่า และท้าทายผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะพ่อเมืองทั้ง 9 จังหวัด คือ ทำอย่างไรจึงจะรักษาพื้นที่จังหวัดสีขาวไว้ให้ได้
ที่น่าสนใจยิ่งคือช่วงเวลากว่า 3 เดือน ที่โควิดระบาดรุนแรง 9 จังหวัด ซึ่งปัจจัยแวดล้อม สภาพพื้นที่ สังคม จำนวนประชากร เศรษฐกิจ ฯลฯ แตกต่างกัน แต่มีแนวทางและมาตรการในการสกัดไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาดเข้าไปในพื้นที่คล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะการกำหนดกฎเหล็กเข้มในการควบคุม ป้องกันการติดเชื้อ แพร่เชื้อ สำคัญที่สุดคือความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาคธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ

“รักน่าน เซฟน่าน” เวิร์ก
นายวรกิตติ ศรีทิพากร ผวจ.น่าน เผยเคล็ดลับในการกุมสถานการณ์โควิดว่า จังหวัดได้ประกาศมาตรการป้องกันต่าง ๆ ก่อนส่วนกลาง ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาทิ สั่งปิดสถานที่เสี่ยง โรงแรม ทุกแห่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากนักท่องเที่ยว ปิดถนนสายรองพร้อมขอความร่วมมือคนน่านที่ไปทำงานต่างถิ่นว่า “รักน่าน เซฟน่าน ไม่ต้องกลับบ้าน”
ขณะเดียวกันในการทำงานทุกฝ่ายร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีชุมชนที่เข้มแข็งมาก นอกจากนี้ยังตรวจสอบผู้ที่เดินทางมาจาก กทม. และแรงงานกลับจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด ประมาณ 11,000 คน ทุกคนตื่นตัวสูง มาตรการทางสังคมก็ค่อนข้างเข้มข้น เช่น บางคนมาถึงจุดตรวจคัดกรองแล้ว ทางชุมชนไม่ให้เข้าหมู่บ้านต้องกลับไป ทั้ง ๆ ที่้จังหวัดไม่ได้กีดกัน แต่เป็นมาตรการที่ชาวบ้านช่วยกันเอง ทำให้น่านเป็น 1 ใน 9 จังหวัดที่ไม่มีคนติดเชื้อ
“ส่วนเปิดเมือง ได้มีการประชุมทุกภาคส่วน หากมีการผ่อนปรนก็ต้องวางมาตรการอย่างเป็นระบบ เพราะบางธุรกิจกลั้นหายใจไม่ไหวแล้ว เช่น ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว ตลาด ห้างสรรพสินค้า ต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายร่วมมือดีมาก โดยจังหวัดเป็นตัวกลางกำกับมาตรฐานให้เกิดความสมดุล”
“สิงห์บุรี-กำแพงเพชร” เข้มข้น
นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผวจ.สิงห์บุรี หนึ่งในจังหวัดปลอดเชื้อในภาคกลาง กล่าวว่า ใช้วิธีเน้นย้ำทำความเข้าใจกับประชาชนว่า หากญาติพี่น้องจะมาเยี่ยมให้เลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากสิงห์บุรีเป็นสังคมผู้สูงอายุ ไม่มีภูมิคุ้มกัน หากติดเชื้อจะรักษายาก แต่ถ้าหากเข้ามาจะมีจุดคัดกรองเข้มงวดมาก ตรวจทุกคน ตรวจรถทุกคัน ตั้งแต่เริ่มดำเนินการคัดกรองราว 170,000 คน เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านจะมีทีมผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนบ้าน และเจ้าบ้านคอยสอดส่อง รายงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบ และกักตัว 14 วันเข้มงวด รวมถึงขอความร่วมมือให้ทุกคนอยู่บ้าน และให้เว้นระยะห่างทางสังคม ใส่แมสก์ ฯลฯ
ขณะที่ นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผวจ.กำแพงเพชร กล่าวว่า มีการทำงานทั้งหมด 3 ส่วน 1.เรื่องการกำหนดพื้นที่เสี่ยง 2.กลุ่มคนที่เสี่ยง แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผีน้อย ที่มาจากต่างประเทศ 2.คนกำแพงเพชรที่ไปทำงาน กทม.และปริมณฑล กลับภูมิลำเนามีประมาณ 18,000 คนเศษ 3) คนที่ทำงานตามชายแดน 4) กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทาง จ.ตาก ห้ามผ่าน จ.กำแพงเพชรโดยเด็ดขาด และ 3.มาตรการคัดกรองแบบเข้มข้น คนที่เข้าไปในหมู่บ้านมีการตรวจวัด และนำรายชื่อเข้าสู่ระบบคัดกรอง ทำให้รู้ว่ามีกลุ่มเสี่ยงกี่คน กำแพงเพชรจึงเป็นจังหวัดปลอดเชื้อ 100% ซึ่งต้องชมเชยคนทำงานทุกคนตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล มีการคัดกรองชัดเจน เป็นจุดเด่นที่ดี
“ตราด-บึงกาฬ” ลุยล็อกเมือง
นายเรวัต ประสงค์ ผวจ.อ่างทอง ระบุว่า ความสำเร็จมาจากการปฏิบัติตามมาตรการส่วนกลาง และสิ่งสำคัญชาวบ้านทุกคนในจังหวัดตื่นตัวให้ความร่วมมือดีมาก ไม่ว่าจะเป็นชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น เช่นเดียวกับมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาของจังหวัดชัยนาทและพิจิตร ที่เน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข และเข้มงวดในการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย
ส่วนจังหวัดตราด มีมาตรการห้ามบุคคลทั่วไปเดินทางเข้ามาในพื้นที่ แต่หากมีความจำเป็นจะตรวจคัดกรองตามระบบอย่างเข้มงวด ที่ด่านบ้านท่าจอด ด่านบ้านนาแกลง และด่านบ้านคลอง และหลังพบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากภูเก็ต พัทยา ปิดไม่ให้เข้าพื้นที่ ชาวบ้านบนเกาะช้างได้รวมตัวกันจัดระบบการคัดกรองเข้มงวดเช่นเดียวกัน สำหรับการปลดล็อกดาวน์จังหวัดตราด ขณะนี้ยังไม่มีแผน ต้องรอดูสถานการณ์และมาตรการจากส่วนกลาง
นายสนิท ขาวสอาด ผวจ.บึงกาฬ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการป้องกันโควิด ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังตามมาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมขอความร่วมมือประชาชน นอกจากนี้ยังมีมาตรการล็อกดาวน์ปิดเมือง ห้ามบุคคลใดเดินทางเข้า-ออกหากไม่จำเป็น

“ระนอง” มาตรการเคาะบ้าน
ด้าน นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผวจ.ระนอง เปิดเผยว่า มาตรการสำคัญที่ทำให้ระนองปลอดเชื้อคือ การสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน การป้องกันเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข มาตรการเด่นและเข้มงวดที่สุดคือ “เมืองหน้ากากแห่งความปลอดภัย” คนระนองกว่า 90% สวมหน้ากากตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน ตามด่านต่าง ๆ มีการคัดกรองวัดอุณหภูมิ และอีก “มาตรการการเคาะบ้าน” ตัวหลักสำคัญคือ ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ทีมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เมื่อมีคนกลับภูมิลำเนา ต้องมีใบรับรองแพทย์ ต้องกักตัว 14 วัน โดยมีทีม อสม.เข้าไปดูแลและให้ความรู้ วัดอุณหภูมิ และซักประวัติ
“ไวรัสครั้งนี้เหมือนสงคราม จุดแตกหักอยู่ที่หมู่บ้านและชุมชน ดังนั้นใช้ความเข้มแข็งของหมู่บ้านและชุมชนเป็นตัวคุ้มครองหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน ความรัก ความสามัคคี ความร่วมมือของชุมชนเป็นหนึ่งเดียว จึงส่งผลให้แต่ละหมู่บ้านปลอดเชื้อ”