กม.เกษตรพันธสัญญา ชาวไร่-รง.ยังขัดแย้งหนัก
คลอดแล้ว “พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560” ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 วัตถุประสงค์เพื่อ แก้ปัญหาข้อพิพาทความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูล ความไม่เท่าเทียมด้านรับความเสี่ยง ความไม่เท่าเทียมด้านการแบ่งปันผลประโยชน์ ความไม่เท่าเทียมด้านการบังคับใช้กฎหมายและปัญหาเกษตรกรขาดศักยภาพในการผลิต ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
กฎหมายคุมไม่ถึงการทำสัญญา
สาระสำคัญของกฎหมาย คือ การให้ผู้ประกอบการมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ประกอบการต้องทำหนังสือชี้ชวนโฆษณาให้เกษตรกรมาทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง หากเกษตรกรพอใจทำสัญญา ผู้ประกอบการต้องส่งสำเนาสัญญา รวมทั้งสำเนาหนังสือชี้ชวนมาที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯด้วย หากเกิดปัญหาจะได้นำมาเป็นหลักฐานพิสูจน์ข้อพิพาทที่ไม่เป็นธรรมได้ทันที
การทำสัญญาของทั้ง 2 ฝ่ายผู้ประกอบการต้องส่งมอบสัญญาให้กับเกษตรกรทันที หากเกษตรกรไม่พอใจขอแก้ไขสัญญาหรือเลิกสัญญา ต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังเซ็นสัญญา ต่างจากก่อนมีกฎหมาย เมื่อมีการเซ็นสัญญาของทั้ง 2 ฝ่าย เกษตรกรจะไม่ได้รับหนังสือสัญญาทันที โดยผู้ประกอบการอ้างว่าต้องส่งสัญญาไปให้ส่วนกลางอนุมัติก่อน สัญญาจึงมีผลบังคับ ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ เพราะอาจศึกษาเงื่อนไขสัญญาไม่ละเอียด อาจทำให้เงินที่กู้มาลงทุนทำโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ 1-2 หมื่นตัวในระบบฟาร์มปิด 2-3 ล้านบาท พร้อมจะถูกยกเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อ
ในกรณีเกิดปัญหาข้อพิพาท ทำสัญญาไปแล้ว รู้สึกมีปัญหาระหว่างกันหรือมีข้อโต้แย้งพิพาทกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระดับจังหวัดหรือส่วนกลางเข้ามาหารือไกล่เกลี่ย อีกฝ่ายต้องเข้ามาหารือ มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย ถ้าตกลงประนีประนอมยอมความกันไม่ได้ภายใน 30 วัน ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ และหากยังไม่พอใจสามารถฟ้องร้องต่อศาลแพ่งได้ต่อไป นายสุรพงษ์ เจียสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าว
บทลงโทษตามกฎหมายใหม่นี้ มีโทษทางอาญา แต่เป็นโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท แล้วแต่กรณี หากผู้ประกอบการทำผิด คดีถึงที่สุดให้ทางราชการประกาศรายชื่อบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เหมือนเป็นการประจานต่อสาธารณชน
ขณะที่ นายโอภาส เที่ยงงามดี หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้ยังไม่ควบคุมลงลึกถึงรายละเอียดการทำสัญญาจึงขึ้นอยู่ระหว่าง 2 ฝ่าย มิเช่นนั้นผู้ประกอบการจะเกิดความไม่คล่องตัว
เปิดช่องโหว่เอาเปรียบเกษตรกร
นายภควัฒน์ กลิ่นกุหลาบหิรัญ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่สิรพงษ์ฟาร์ม และพลวัตฟาร์ม กว่า 1 แสนตัว จังหวัดระยอง ให้ความเห็น “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กฎหมายเกษตรพันธสัญญาฉบับนี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกรได้ทั้งหมด อาทิ เกษตรกรลงทุนสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ 2-3 ล้านบาท แต่กฎหมายลงโทษปรับสูงสุดเพียง 3 แสนบาท ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากการลงทุนของเกษตรกร หากเกิดกรณีพิพาทตกลงกันไม่ได้
“ผู้ประกอบการเขาพร้อมจะเชือดไก่ให้ลิงดู ถ้าแข็งข้อกับผู้ประกอบการมาก เพราะเขามองว่ายังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากพร้อมจะเข้าคิวเซ็นสัญญากับเขา ผมเองก็เปลี่ยนสัญญากับบริษัทส่งออกไก่มาเกือบหมดทุกรายแล้ว”
มีช่องโหว่ที่ผู้ประกอบการยังสามารถจะเอาเปรียบต่อไป แม้จะมีกฎหมายใหม่มาบังคับ เช่น ยาปฏิชีวนะถังเก่ายังไม่หมด เพราะไก่เป็นโรคน้อย ก็เอายาถังใหม่มาให้แล้วคิดในต้นทุนเลี้ยงของเกษตรกร ปกติไก่ก่อนจับส่งบริษัทกินอาหารสัตว์ตัวละ 3.5 กิโลกรัม หากกิน 4 กิโลกรัมต่อตัว บริษัทจะคิดราคาอาหารสัตว์เพิ่ม และที่เกษตรกรรับไม่ได้เลยคือ การขายอาหารสัตว์ไม่มีคุณภาพ ไก่กินแล้วท้องเสีย แต่ขายราคาเท่าเดิม และรับซื้อไก่ราคาเท่าเดิม การจับไก่ที่ล่าช้า จาก 4 โมงเย็นก็ไปจับช่วงตี 3 แทน ทำให้ผู้เลี้ยงมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็นแสนบาท หรือไก่ส่งโรงเชือด ฝนตกใส่ยังไม่แห้งดี บริษัทก็ให้พนักงานใช้สายตาคาดคะเนแล้วหักน้ำหนัก บางครั้ง 1 คันรถหักถึง 500 กิโลกรัม รวมทั้งบริษัทเปลี่ยนสัญญาที่ทำปีละหลายครั้ง ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบมาก ดังนั้นควรจะมีคณะกรรมการกลางประจำจังหวัดตรวจสอบกลั่นกรองสัญญาของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อมิให้เกิดข้อพิพาทตามมา
ทางด้านตัวแทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เผยถึงข้อกังวลของโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องที่ต้องทำสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรถึงราคาล่วงหน้าว่า การที่ทางราชการให้มีการอ้างอิงราคาในราคารับซื้อล่วงหน้าว่า สับปะรดมีหลายเกรดหลายคุณภาพ และราคาแต่ละภาคก็รับซื้อไม่เท่ากัน การกำหนดราคาลงในสัญญาที่ทำกัน จึงอ้างอิงราคาในตลาดลำบาก อาจเกิดข้อพิพาทกันได้
โดยสรุปแล้ว สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่ดูแลกฎหมายนี้ คงต้องออกสัญจรฟังเสียงเกษตรกรและโรงงานอีกหลายครั้ง เพื่อหาข้อสรุป และนำมาแก้ไขกฎหมายกันอีกหลายรอบเพื่อให้ข้อพิพาทเหลือน้อยที่สุด