“สมบัติคู่สมรส” ถือหุ้นคู่สัญญารัฐ จุดเสี่ยง “ธรรมนัส” ตกเก้าอี้รัฐมนตรี
แม้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ภาคเหนือ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทำผลงานเข้าตาจากการนำทีมชนะศึกเลือกตั้งซ่อมลำปาง เขต 4
สามารถพา “วัฒนา สิทธิวัง” เข้าป้ายเป็น “ผู้ทรงเกียรติ” คนที่ 119 ของพรรค หลังคว้าชัยเหนือ “ร.ต.ท.สมบูรณ์ กล้าผจญ” คู่แข่งจากเสรีรวมไทย ขาดลอย 1 หมื่นคะแนนเศษ
ไม่นับความสามารถ-วีรกรรมพิเศษ ที่เคยได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลให้ไปกล่อมพรรคเล็กหยุดอาละวาด ไม่ให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล
เกิดเป็นวลี “แจกกล้วย” บรรจุอยู่ในพจนานุกรมการเมือง เป็นมือใต้ดินทั้งในฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ
ทว่าจังหวะการรักษาเก้าอี้รัฐมนตรี ในเกมปรับคณะรัฐมนตรีที่จะมาถึงอันใกล้นี้ “ร.อ.ธรรมนัส” ยังอยู่ในความเสี่ยง
เพราะศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งรับคำร้องกรณีที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล 51 คน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ “ร.อ.ธรรมนัส”ผ่าน “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อกล่าวหา 2 ประเด็น
1.สมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัสสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีคู่สมรสถือครองหุ้นบริษัท ตลาดคลองเตย 2551 จำกัด ที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ 2.สมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัสสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีถูกกล่าวหาว่าศาลออสเตรเลียพิพากษาให้จำคุกคดีเกี่ยวกับยาเสพติดโดยขอให้ความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัสสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเมื่อ17 มิ.ย.ที่ผ่านมา และให้เจ้าตัวชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน
“ร.อ.ธรรมนัส” ยังโชคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำสั่งให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” เนื่องจากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องยังไม่มีเหตุอันควรสงสัยที่จะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง (ร.อ.ธรรมนัส) หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.และรัฐมนตรี
รับรู้กันทั้งบางว่า “ร.อ.ธรรมนัส” มีโปรไฟล์เป็นพิษตั้งแต่แรกเริ่ม จากปมอื้อฉาวที่ถูกกล่าวหาเรื่องพัวพันกับยาเสพติด ถูกศาลออสเตรเลียสั่งจำคุกเมื่อหลายปีก่อน กระทั่งกลายมาเป็นปมร้อนให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงปลายเดือน ก.พ. 2563 ข้อกล่าวหาของ 51 ส.ส. “ก้าวไกล” จึงฟอลโลว์ประเด็นต่อจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า ร.อ.ธรรมนัสมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) หรือไม่
ซึ่ง “ร.อ.ธรรมนัส” เคยชี้แจงตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 27 ก.พ. 2563 ช่วงหนึ่งว่า โดยยืนยันว่า “การแอบอ้างคำสั่งศาลของประเทศอื่นมามีผลบังคับใช้กับรัฐบาลไทยไม่สามารถทำได้”
เรื่องนี้จึงนำมาสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เพื่อเป็น “บรรทัดฐาน” ทว่าเรื่องที่เป็น “ไฮไลต์” ยิ่งกว่า และเสี่ยงต่อตำแหน่ง ส.ส.-รัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส คือปมคู่สมรสถือครองหุ้นบริษัท ตลาดคลองเตย 2551 จำกัด ที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ
เรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อ 27 ก.พ.ที่ผ่านมาเช่นกัน โดย “ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้เปิดประเด็น ระบุว่า “ร.อ.ธรรมนัส”เป็นบุคคลที่มีผลประโยชน์ขัดกัน กรณีที่ นางอริสรา พรหมเผ่า ภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัสเป็นผู้ถือหุ้น 85 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัท ตลาดคลองเตย 2551 จำกัด หรือชื่อเดิมคือ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนลจำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจคือ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ภายใต้กำกับของกระทรวงคมนาคม
มีสัญญาสัมปทานเพื่อพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561-2571 ไปจนถึง 30 เมษายน 2562 ทั้งที่ ร.อ.ธรรมนัสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นพบว่านางอริสาได้โอนหุ้นให้กับนอมินี คือ น.ส.วิภาดา เมืองโคตร ฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท คลองเตยฯ ทั้ง 85 เปอร์เซ็นต์ คือ 5.1 แสนหุ้น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561
โดย ร.อ.ธรรมนัสชี้แจงว่า ตนเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน เพื่อสร้างตลาดคลองเตย เคยเห็นหรือไม่ที่มีผู้เช่าที่ดินของรัฐแล้วนำไปสร้างตึก ถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐหรือไม่
แต่ในอดีตก็เคยมี 3 ส.ส.ต้องพ้นตำแหน่งจากปมผลประโยชน์ขัดกันมาแล้ว ย้อนไป 3 พ.ย. 2553 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็น ส.ส.ของ “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” ส.ส.ภูมิใจไทย ขณะนั้นเป็นรมช.มหาดไทย และ “เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร” ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา รมช.คมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตำแหน่ง ส.ส. เนื่องจากพบว่าคู่สมรสถือหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP รายล่าสุดคือ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาล คสช. ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2562 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นพ.ธีระเกียรติสิ้นสุดลงเฉพาะตัว พร้อมตัดสิทธิการเมือง 2 ปี เหตุคู่สมรสซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นคู่สัมปทานของรัฐเพิ่ม 800 หุ้น ขณะเป็นรัฐมนตรี
“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ในฐานะผู้ร้อง ที่ทำให้ทั้ง 3 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง บอกความแตกต่างว่า กรณี นพ.ธีระเกียรตินั้น ศาลวางหลักในการพิพากษาใหม่ต่างจากเคส “บุญจง-เกื้อกูล” คือ ถ้าคู่สมรสถือหุ้นคู่สัมปทานของรัฐ “ก่อนเป็นรัฐมนตรี” จะไม่มีความผิด แต่ถ้าคู่สมรสซื้อหุ้นเพิ่มขณะเป็นรัฐมนตรีจะมีความผิดทันที
ตำแหน่งรัฐมนตรีของ “ร.อ.ธรรมนัส” จึงอยู่ในความเสี่ยง เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสาม ห้ามคู่สมรสเป็นคู่สัญญากับรัฐ คูณสองด้วยปมเคยถูกจำคุกที่ออสเตรเลีย