หอการค้าหอการค้าไทย-จีน ชี้การเมืองต้องนิ่ง ย้ำ “ทุนจีน” ไม่ทิ้งไทย
สัมภาษณ์
ในปีนี้การระบาดโควิด-19ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง “หอการค้าไทย-จีน” ในฐานะองค์กรหลักที่ถือเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนทุกมิติทั้งการค้าและการลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างสองประเทศ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9-12 เดือนที่จะทำให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทยต่อไปได้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล” ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน สะท้อนภาพที่มีต่อไทยในสถานการณ์ที่ท้าทายขณะนี้
เสียงสะท้อนทุนจีนในไทย
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ติดลบ 12.2% ถือเป็นการติดลบมากที่สุด และได้ผ่านพ้นจุดต่ำมาแล้ว แต่เชื่อมั่นว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะไม่มีความรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับระยะแรกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอก 2แต่มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมา ถือว่าทำได้ดี นักลงทุนจีนมั่นใจว่า หากเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ก็จะไม่รุนแรง ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวัคซีน แต่ปัญหาการเมืองที่ไม่นิ่ง ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกไปถึงเมื่อไหร่ คือ อุปสรรคการลงทุน
“รมว.คลังที่ยังว่างอยู่ต้องมี และคงไม่มีใครเหมาะสมมากไปกว่านายกรัฐมนตรี ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ และประคองเศรษฐกิจจากสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้อีกแล้ว”
ทิศทางการลงทุนไทยและอีอีซี
จริง ๆ แล้วการลงทุนยังมีต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังมีนักลงทุนจีนกว่า 1,000 รายในปีนี้ มูลค่าไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท และระหว่างนี้เริ่มมีสัญญาณการลงทุนเม็ดพลาสติก เกษตรแปรรูปมากขึ้น เพราะฉะนั้น แม้บางส่วนย้ายไปแต่มีบางอย่างเข้ามาทดแทนอย่างที่ทราบคือมีการย้ายฐานผลิตไปเวียดนามโดยเฉพาะญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานผลิตจากจีนเองค่อนข้างมาก ข้อนี้รัฐบาล โดยเฉพาะบีโอไอของไทยต้องเเข็งแกร่ง ดึงดูดนักลงทุนมากกว่านี้
อยากให้บีโอไอ. เข้ามาดูแลระเบียบ เงื่อนไขการลงทุนให้รวดเร็วกว่านี้ และจะมีแผนและแนวทางดึงดูดนักลงทุนยังไง เช่น กรณีนักลงทุนเกาหลีวัฒนธรรมหรือเนเจอร์เขาค่อนข้างตัดสินใจเร็ว ไม่รีรอ ดีลได้ทันทีซึ่งเวียดนามได้เปรียบไทยและตอบโจทย์ตรงนี้มากขณะนี้ ทั้งสิทธิประโยชน์ ภาษี รวมทั้งบริบทการเมืองนิ่ง กฎระเบียบ ไม่ซับซ้อนและค่าแรงถูกกว่าไทย
แนะรัฐบาล 2 เรื่องด่วน
จากการพูดคุยกับนักธุรกิจผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลางใหญ่ ของจีน ก็มองว่าทิศทางตลาดหุ้นไตรมาสสุดท้ายปีนี้ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขอย่างเร่งด่วน 2 ประเด็น คือ 1.การท่องเที่ยว โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย ลักษณะของการจับคู่การท่องเที่ยวแบบเมืองกับเมือง เช่นมณฑลกว่างโจว หรือเมืองอื่นของจีนที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิน 100 วัน จับคู่กับเมืองท่องเที่ยวของไทยเช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ โดยไม่ต้องกักตัว14 วัน โดยคนในท้องถิ่นต้องเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว และต้องมีการตรวจเชื้อตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข
2.รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยที่ได้ผ่อนส่งไปแล้ว30% แต่ยังขาดอยู่อีก70% ที่ผ่อนไม่ได้ เพราะไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ และไม่สามารถโอนเงินไทยได้ขอให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมาย อาทิ ให้จัดตั้งกองทุนวงเงิน 5,000 ล้านบาทเพื่อช่วยธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ก่อนที่จะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) เพราะคาดว่ามีชาวจีนซื้อคอนโดมิเนียมในไทยที่ไม่สามารถโอนเงินมาชำระหนี้ได้ประมาณ 10,000 ยูนิต
“ผมได้เสนอรัฐบาลไปแล้ว ผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้ค่อย ๆ ผ่อนคลายมาตรการ และต้องกล้าตัดสินใจทยอยเปิดให้สายการบินเริ่มเดินทางเข้าและออกไทยได้แล้ว โดยเริ่มจากกลุ่มนักธุรกิจและนักศึกษาจีนก่อนก็ได้ จะทำให้คนจีนเดินทางเข้าไทยมากกว่าเดือนละ10,000 คน และให้เริ่มจากมณฑลของจีนที่ไม่พบเชื้อโควิดแล้วเป็นระยะเวลา 30 วัน จับคู่กับจังหวัดของไทยที่ไม่พบเชื้อ 30 วัน เช่น เชียงใหม่ หรือtravel bubble ภูเก็ต การจับคู่แลกเปลี่ยนทัวริสต์ระหว่างไทยกับจีน หรือเกาะที่จะช่วยกระตุ้นท่องเที่ยว”
แพ็กเกจกระตุ้น ศก.
“ผมมองว่ารัฐบาลมีมาตรการที่ดีมาตลอดอยู่แล้ว พยายามอัดฉีดเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนเข้าระบบเพราะการบริโภคในประเทศไม่โตเลยเช่น ล่าสุดการจ่ายช่วยเหลือรายละ3,000 บาท ผมมองว่าดี แต่เมื่อจ่ายออกไป 3,000 ต้องได้กลับมามากกว่า 3,000 รัฐบาลต้องคิดและวางแผนการใช้จ่ายให้ดี”