ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดจับตาดูการประชุมธนาคารกลางหลายแห่ง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/9) ที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (11/9) ที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวค่อนข้างแคบ
ขณะที่นักลงทุนกำลังรอดูการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย.นี้ ซึ่งนักลงทุนจะรอประเมินว่า เฟดจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับกรอบนโยบายไปสู่เป้าหมายเงินฟ้อเฉลี่ยหรือไม่
ทั้งนี้เป็นที่คาดการณ์โดยทั่วไปว่าเฟดจะปรับลดประมาณการดอกเบี้ย (Dot Plot) โดยส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ระดับต่ำต่อไปอีกราว 3 ปีเป็นอย่างน้อย กรณีเฟดสื่อสารเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับกรอบนโยบายใหม่รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำมากเป็นเวลานาน เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทวันนี้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ขณะที่นักลงทุนจะติดตามดูการประชุมของธนาคารกลางสำคัญ ๆ ของโลก ในช่วงสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน จากสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ซึ่งทำการสำรวจในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 67.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน
โดยความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประทเศอยู่ในระดับซบเซาอย่างมาก ขณะที่ปัจจัยลบหลักมาจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ และการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังล่าช้า โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.25-31.33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.31/33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้านี้ (14/9) ที่ระดับ 1.1838/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/9) ที่ระดับ 1.1822/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนได้แรงหนุนให้เข้าซื้อสกุลเงินยูโร หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะยุติการแข็งค่าของยูโร ซึ่งนางคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบีกล่าวในวันพฤหัสบดีที่แล้วว่า อีซีบีจะไม่กำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน และเธอยังแสดงท่าทีเชิงบวกมากขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจยูโรโซน เนื่องจากอีซีบีได้ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีสำหรับปีนี้ อีกทั้งผู้กำหนดนโยบายได้ตกลงที่จะมองข้ามการแข็งค่าของยูโร โดยมองว่าการแข็งค่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ค่าเงินปอนด์ทรงตัวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากความวิตกเกียวกับการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) แบบไม่มีข้อตกลง นอกจากนี้ตลาดยับจับตาการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ รวมถึงการหารือภายในสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับแนวทางการแยกตัวออกจากอียู หลังจากนายกรัฐมนตรีจอห์นสัน ของสหราชอาณาจักรวางแผนที่จะล้มเลิกข้อตกลงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอร์แลนด์เหนือซึ่งเคยลงนามไว้กับสหภาพยุโรป (อียู) ในเดือนมกราคม ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1828-1.186 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1852/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/9) ที่ระดับ 106.13/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/9) ที่ระดับ 106.14/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ขณะที่ตลาดจะจับตาการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 16-17 ก.ย. รวมถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐนตรีของญี่ปุ่น
ขณะที่ผลสำรวจรอยเตอร์ทังกันพบว่า ผู้ผลิตของญี่ปุ่นยังคงมีมุมมองเชิงลบเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกันในเดือน ก.ย. ขณะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวตอกย้ำความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและผู้บริโภค หลังจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นดิ่งลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.89-106.19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 106.00/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ อัตราว่างงานเดือน ก.ค.ของอังกฤษ (15/9), ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือน ก.ย.จากสถาบัน ZEW ทั้งของอียูและเยอรมนี (15/9), การประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (15-16/9), ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน ส.ค.ของญี่ปุ่น (16/9), อัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค.ของอังกฤษ (16/9), ดุลการค้าเดือน ก.ค.ของอียู (16/9), ยอดค้าปลีกเดือน ส.ค.ของสหรัฐ (16/9), การประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (16-17/9), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ส.ค.ของอังกฤษ (18/9) ตลอดจนความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ก.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (18/9)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 0.15/0.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 1.50/3.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ