เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ ชี้ต้องเปลี่ยน K-Shape เป็น V-Shape -จ่อประกาศรีฟอร์มคลังด้วย ‘STI DEE’ 11 พ.ย. นี้
Finance เอกนิติ ชี้ต้องเปลี่ยน K-Shape เป็น V-Shape -จ่อประกาศรีฟอร์มคลังด้วย ‘STI DEE’ 11 พ.ย. นี้
“ศุภจี” ถกรัฐมนตรีเอเปค ดัน FTA-DEFA ปูทางการค้าใหม่ ก่อนผู้นำถกที่จีน
Economic “ศุภจี” ถกรัฐมนตรีเอเปค ดัน FTA-DEFA ปูทางการค้าใหม่ ก่อนผู้นำถกที่จีน
ลงทุนโลกปั่นป่วนหุ้น AI ดิ่งแรง-ผันผวนหนัก อวสานทอง ‘บาทละแสน’
Finance ลงทุนโลกปั่นป่วนหุ้น AI ดิ่งแรง-ผันผวนหนัก อวสานทอง ‘บาทละแสน’
ACE ชูต้นแบบโรงงานคัดแยกขยะ  ก.อุตฯยกนิ้วบริหารจัดการหลุมฝังกลบได้มาตรฐาน
Economic ACE ชูต้นแบบโรงงานคัดแยกขยะ ก.อุตฯยกนิ้วบริหารจัดการหลุมฝังกลบได้มาตรฐาน
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
POWER MALL ชิงโพซิชั่นเกมเมอร์ฮับ จัด 2 แคมเปญใหญ่ แข่งเกมพร้อมมินิคอนเสิร์ต
Business POWER MALL ชิงโพซิชั่นเกมเมอร์ฮับ จัด 2 แคมเปญใหญ่ แข่งเกมพร้อมมินิคอนเสิร์ต
‘เอกนิติ’ ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะแน่นอน พร้อมแจงเงินกู้เปลี่ยนผ่าน 2 แสนล้าน
Finance ‘เอกนิติ’ ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะแน่นอน พร้อมแจงเงินกู้เปลี่ยนผ่าน 2 แสนล้าน
“ไอคอนสยาม” ร่วมฉลองคริสต์มาส งาน “ICONSIAM BANGKOK ILLUMINATION 2026”
Biz Movement “ไอคอนสยาม” ร่วมฉลองคริสต์มาส งาน “ICONSIAM BANGKOK ILLUMINATION 2026”
เร่งสร้างรถไฟทางคู่-ไฮสปีดเทรนถึงหนองคาย เชื่อมเมือง-โลจิสติกส์ไทย-ลาว-จีน
Economic เร่งสร้างรถไฟทางคู่-ไฮสปีดเทรนถึงหนองคาย เชื่อมเมือง-โลจิสติกส์ไทย-ลาว-จีน
ข้าวไทยรุกอาเซียน ฟิลิปปินส์-มาเลเซียซื้อเพิ่มกว่า 7.5 แสนตัน
Economic ข้าวไทยรุกอาเซียน ฟิลิปปินส์-มาเลเซียซื้อเพิ่มกว่า 7.5 แสนตัน
ดูทั้งหมด

เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ จับตา “ปัจจัยสำคัญ” ที่ต้องติดตามสัปดาห์หน้า

04 ต.ค. 2563 | 09:55น.
เงินบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ ขณะที่หุ้นไทยเผชิญแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ จับตาปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ทั้งเงินเฟ้อเดือนก.ย. ประเด็นการเมืองของไทย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาททรงตัวในกรอบแคบตลอดในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ในภาพรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ 31.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ตามปัจจัยในประเทศและสัญญาณขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ เงินบาทสามารถลดช่วงอ่อนค่าลงบางส่วนในระหว่างสัปดาห์ตามจังหวะการแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาค แต่กรอบการฟื้นตัวของเงินบาทยังเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ กลับมามีแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัยหลังมีรายงานว่า ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ติดเชื้อโควิด-19

ในวันศุกร์ (2 ต.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.60 ใกล้เคียงระดับ 31.59 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ก.ย.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 ต.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.50-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นทางการเมือง และบทสรุปของมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ของสหรัฐฯ สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย. และปัจจัยทางการเมืองของไทย ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนี PMI และ ISM ภาคบริการเดือนก.ย. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันที่ 15-16 ก.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามข้อมูล PMI ภาคบริการของประเทศชั้นนำอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยแกว่งตัวอิงขาลง โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,237.54 จุด ลดลง 0.59% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 45,518.94 ล้านบาท ลดลง 3.27% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 1.33% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 320.87 จุด

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคารและพลังงาน โดยมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ก่อนจะปรับตัวลงในเวลาต่อมาตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ หุ้นไทยร่วงลงอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ ทิศทางเดียวกับหุ้นต่างประเทศหลังมีรายงานข่าวว่าปธน. ทรัมป์ ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งกระตุ้นความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และเพิ่มแรงขายในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (5-9 ต.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,220 และ 1,200 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,250 และ 1,260 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนก.ย. และประเด็นการเมืองของไทย ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มเติม ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 สถานการณ์การเมืองของสหรัฐฯ และประเด็น Brexit ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศ ประกอบด้วย บันทึกการประชุมเฟด (15-16 ก.ย.) ดัชนี PMI Composite เดือนก.ย. ของสหรัฐฯ รวมถึงดัชนี PMI Composite เดือนก.ย. ของจีน ญี่ปุ่นและยูโรโซน และยอดค้าปลีกเดือนส.ค. ของยูโรโซน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท