Skip to content
ดูทั้งหมด

ยกอุตฯประกันลงทุนฟื้นจีดีพี คปภ.รับลูกศึกษาเพิ่มพอร์ตหุ้นกู้อินฟราฯ-ปล่อยกู้ร่วม

07 ต.ค. 2563 | 19:00น.

สำนักงาน คปภ.หนุนประกันกระตุ้นจีดีพี รับลูกศึกษาขยายลงทุน “ประกันภัย” ดึงเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 4.4 ล้านล้านบาท ลงทุนเพิ่มสัดส่วน “หุ้นกู้โครงสร้างพื้นฐาน” สัก 5-10% ด้านสมาคมประกันชีวิตไทย ชงขอขยายปล่อยสินเชื่อ-ปล่อยกู้ร่วม ชี้ยังอยู่กระบวนการศึกษาแต่เป็นแนวทางน่าสนใจ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ.

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คปภ.ได้ยกร่างแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 4 (2564-2568) ซึ่งรวมผลกระทบโควิด หรือดิจิทัลดิสรัปชัน หรือสภาพแวดล้อมความเสี่ยงภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นแผนที่กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่แตกต่างจากเดิม เพื่อให้ธุรกิจประกันมีความมั่นคง และประชาชนเชื่อมั่น

ขณะเดียวกันเรื่องใหญ่ที่จะต้องผลักดัน ตามที่รัฐบาลมีนโยบายแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งจะมีการลงทุนอภิมหาโปรเจ็กซ์ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงภัยที่มีศักยภาพ ขณะนี้ คปภ.ได้ทำโครงการวิจัยกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับความเชื่อมต่อระหว่าง EEC กับโอกาสของธุรกิจประกันภัย เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จะเข้าไปตอบโจทย์ ขณะเดียวกันมีโอกาสในการลงทุนอะไรได้บ้าง หากมีกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต้องแก้ไข

นายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการด้านกำกับ คปภ.

ายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการด้านกำกับ คปภ. กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมประกันภัยมีสินทรัพย์ลงทุนรวมกว่า 4.4 ล้านล้านบาท มาจากพอร์ตการลงทุนของธุรกิจประกันชีวิตมูลค่ากว่า 3.9 ล้านล้านบาท และพอร์ตการลงทุนของธุรกิจประกันวินาศภัยอีกกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยสามารถเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงมหภาคให้สามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 น้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ ขณะนี้ทาง คปภ.อยู่ระหว่างศึกษาการสนับสนุนให้ธุรกิจประกันภัยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ โดยมองการลงทุนในหุ้นกู้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Bond)

ทั้งนี้คาดว่าเกณฑ์ใหม่จะมีความชัดเจนภายในระยะเวลา 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเป็นนโยบายที่ต้องรีบดำเนินการเพื่อช่วยฟื้นจีดีพีของประเทศไทย

“หวังให้ธุรกิจประกันสามารถนำเงินส่วนหนึ่งออกมาลงทุนสัก 5-10% ของพอร์ตรวม จากปัจจุบันมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ถึง 5% เพื่อมาช่วยฟื้นจีดีพีของไทย แต่ตามกฎ คปภ.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องเป็นระดับลงทุน (Investment Grade) ดังนั้นคงต้องมานั่งดูข้อจำกัดต่างๆ ให้รอบคอบก่อน ซึ่งต้องเสี่ยงน้อยที่สุด เนื่องจากเงินลงทุนเป็นเบี้ยประกันประชาชน” นายชูฉัตรกล่าว

นอกจากนี้เมื่อ 2 เดือนก่อนทางสมาคมประกันชีวิตไทยเองก็ได้เข้ามาหารือเพื่อขอขยายการให้สินเชื่อไปในธุรกิจต่างๆ อาทิ สินเชื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Loan) หรือการปล่อยกู้ร่วม(Syndicated Loan) ซึ่ง คปภ.คงต้องศึกษาการปล่อยกู้ลักษณะนี้ก่อน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ยังไม่สามารถลงทุนได้โดยตรง และไม่ใช่ธุรกิจที่ธุรกิจประกันเชี่ยวชาญ บางโครงการมีความเสี่ยงสูงมากต้องใช้เงินประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท การให้รายใดรายหนึ่งไปปล่อยกู้มีความเสี่ยงสูง จึงต้องมั่นใจก่อนว่าธุรกิจประกันอยู่ในบทบาทไหน เป็นผู้นำ(Leader) ปล่อยกู้หรือเป็นผู้ตาม รวมถึงต้องมีการจัดชั้นหนี้ หากมีหนี้ผิดชำระ(Default) ขึ้นมาจะต้องมีการสำรองเงินรองรับความเสียหายเพิ่มขึ้น (Risk charge) อย่างไรบ้าง ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการศึกษาแต่ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ

“การจะให้ธุรกิจประกันทำธุรกรรมเหล่านี้ได้คงต้องสร้างระบบระหว่างคณะกรรมการบริษัท ที่มีคณะกรรมการควบคุมความเสี่ยง กรรมการตรวจสอบภายใน และกรรมการการลงทุน เพื่อสร้างระบบนี้ให้แข็งแรงมากๆ เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ โดยเราต้องศึกษาทั้งระดับเงินกองทุน(CAR) ลงทุนในพอร์ตไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องลงทุนในโครงการที่มีรายได้แน่นอน

ซึ่งการลงทุนบางประเภทอาจจะยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือยังสร้างไม่เสร็จ (Greenfield) กับในกรณีที่เป็นโครงการที่สร้างแล้วเสร็จและมีรายได้ในเชิงพาณิชย์แล้ว (Brownfield) เช่น การลงทุนรถไฟฟ้า ช่วงต้นที่ยังสร้างไม่เสร็จผู้ปล่อยกู้จะยังไม่ได้เงิน อาจต้องรอสัก 3-4 ปี ถึงจะเริ่มเก็บเงินได้” นายชูฉัตรกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คปภ.