วิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต รวมถึงบริบทการดำเนินธุรกิจต้องเปลี่ยนไป อย่างธุรกิจประกันภัยที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตและสุขภาพของประชาชนมากขึ้น ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจนี้ต้องปรับตัวก้าวให้ทันเช่นกัน
“ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ” เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ก่อนจะครบวาระดำรงตำแหน่ง ตนตั้งเป้าหมายผลักดันให้สำนักงาน คปภ.มุ่งสู่องค์กร “Smart OIC” ภายในปี 2565 โดยพื้นฐานกฎกติกาภายในองค์กรต้องแข็งแรง ขณะที่การทำงานก็ต้องมีความเป็นทีมมากขึ้น
นอกจากนี้ ก็จะมุ่งเน้นส่งเสริมธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะบุคคล (Tailor-made) ตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ ที่สำคัญเพิ่มบทบาทให้ระบบประกันภัยมีความสำคัญยิ่งขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มั่นคง ทนทาน พร้อมรับความเสี่ยงในอนาคต
ดันประกันรองรับลงทุน EEC
เขาบอกว่าขณะนี้ คปภ.ได้ยกร่างแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 (2564-2568) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เพื่อให้ธุรกิจประกันมีความมั่นคง และประชาชนเชื่อมั่น โดยได้รวมผลกระทบจากโควิด-19, ดิจิทัลดิสรัปชั่น และสภาพแวดล้อมความเสี่ยงภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเข้ามาเป็นองค์ประกอบ
“เรื่องใหญ่ที่ต้องผลักดัน คือ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีการลงทุนอภิมหาโปรเจ็กต์ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงภัยที่มีศักยภาพ ดังนั้น คปภ.จึงทำโครงการวิจัยกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับความเชื่อมต่อระหว่าง EEC กับโอกาสธุรกิจประกัน เพื่อพัฒนาโปรดักต์ที่เหมาะสมรวมถึงโอกาสลงทุน ซึ่งหากพบว่ามีเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคก็ต้องแก้ไข”
รับลูกศึกษาขยายการลงทุน
ขณะที่ “ชูฉัตร ประมูลผล” รองเลขาธิการด้านกำกับ คปภ. กล่าวว่า เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ขณะนี้ คปภ.ได้ศึกษาให้ธุรกิจประกันเพิ่มสัดส่วนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ โดยมองไปที่การลงทุนในหุ้นกู้โครงสร้างพื้นฐาน(infrastructure bond) เนื่องจากอุตสาหกรรมประกันมีสินทรัพย์ลงทุนรวมกว่า 4.4 ล้านล้านบาทมาจากพอร์ตลงทุนธุรกิจประกันชีวิต มูลค่า 3.9 ล้านล้านบาท และธุรกิจประกันวินาศภัยอีกกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าเกณฑ์ใหม่จะชัดเจนภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า
“หวังให้ธุรกิจประกันนำเงินสัก 5-10% ของพอร์ตลงทุนรวมไปลงทุนในบอนด์ดังกล่าว จากปัจจุบันมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ถึง 5% โดยต้องเป็นหุ้นกู้ investment grade (เรตติ้ง BBB- ขึ้นไป) ดังนั้น คงต้องมานั่งดูข้อจำกัดต่าง ๆ ให้รอบคอบ ต้องเสี่ยงน้อยที่สุดเพราะเป็นเงินของประชาชน”
นอกจากนี้ “ชูฉัตร” กล่าวอีกว่า เมื่อ 2 เดือนก่อนสมาคมประกันชีวิตไทยได้เข้ามาหารือเพื่อขอขยายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure loan) หรือการปล่อยกู้ร่วม (syndicated loan) ซึ่ง คปภ.ต้องศึกษาก่อน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ประกันยังไม่สามารถลงทุนได้โดยตรงและไม่ใช่ธุรกิจที่ประกันเชี่ยวชาญ
“การจะให้รายใดรายหนึ่งปล่อยกู้มีความเสี่ยงสูงมาก ต้องมั่นใจว่าธุรกิจประกันอยู่บทบาทไหน เป็นผู้นำ (leader) ปล่อยกู้ หรือผู้ตาม ต้องมีการจัดชั้นหนี้ หากมีหนี้ผิดชำระ (default) ก็ต้องมีสำรองเงิน (risk charge) รับความเสียหายเพิ่ม ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการศึกษา แต่ถือว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจ”
ลุ้นกฎหมายควบกิจการเสร็จปีนี้
“ชนะพล มหาวงศ์” รองเลขาธิการด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า ความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายเรื่องการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย การควบโอนกิจการและความรับผิดของกรรมการ ขณะนี้ได้มีการจัดอยู่ในแพ็กเกจกฎหมายด้านการเงินอื่น ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดังนั้น คาดว่าจะถูกเร่งรัดให้เสร็จทันภายในปีนี้
ปี’63 เบี้ยประกันหดตัวลึก
ส่วนแนวโน้มธุรกิจประกันภัยปีนี้ “วสุมดี วสีนนท์” รองเลขาธิการด้านตรวจสอบ คปภ. กล่าวว่า อุตสาหกรรมประกันถูกกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่าธุรกิจอื่น ทำให้ผลประกอบการยังดี โดยช่วง 6 เดือนแรกเบี้ยรวมหดตัวลง-3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 406,800 ล้านบาท โดยประกันชีวิตหดตัว -3.2% จากผลกระทบดอกเบี้ยต่ำและโควิด ส่วนประกันวินาศภัยโต 1.9% เป็นผลพลอยได้จากประกันสุขภาพที่โต 82%
แต่เนื่องจากสัดส่วนแค่ 10% ของเบี้ยทั้งระบบจึงไม่ได้ช่วยภาพรวมมาก ซึ่งคาดการณ์ว่า ถึงสิ้นปีเบี้ยรวมทั้งระบบจะหดตัว -2.9% ถึง -4.9% หากเศรษฐกิจไทยติดลบอยู่ที่ -7.8% ตามประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงอยู่ที่ 0.5%
“ปีนี้คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตจะหดตัว-3% ถึง -5% ส่วนประกันวินาศภัยน่าจะหดตัวไม่เกิน -2% อย่างไรก็ดี ต้องรอมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากรัฐ และลุ้นด้วยว่าประเทศไทยจะมีการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) เป็นครั้งแรกหรือไม่ ซึ่งหากมีก็จะเห็นภาพระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป”
จากภาพทั้งหมดนี้น่าจะพอเห็นทิศทางการกำกับดูแลที่ธุรกิจประกันในประเทศไทยในระยะต่อไปได้ชัดเจนขึ้น