“อาคม” เริ่มลุยงานขุนคลัง รีบดูแล 4 เรื่องเร่งด่วน
“อาคม” เริ่มลุยงานขุนคลัง อัดสภาพคล่องช่วยภาคธุรกิจ-กระตุ้นบริโภค เตรียมมาตรการดูแลกลุ่มท่องเที่ยวตลอดซัพพลายเชน
รมว.คลัง เผยระยะเร่งด่วน เน้นดูแล 4 เรื่องหลัก “ธุรกิจ-การบริโภค-ท่องเที่ยว-เร่งรัดการเบิกจ่าย” ชี้ศบศ. สั่งสภาพัฒน์-ธปท. ศึกษาแนวทางอุ้มสายการบิน คาดเศรษฐกิจใช้เวลาฟื้นตัว 1-2 ปี เร่งสร้างความมั่นใจ-ดูแลกระแสเงินสดให้เพียงพอ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวงการคลัง และ ร่วมพิธีตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 ว่า การดูแลเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน หลังจากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ติดลบ ซึ่งก็เป็นทั่วโลก ฉะนั้น เรื่องเร่งด่วน คือ
1) ต้องเข้าไปดูแลธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ซึ่งปัญหาสภาพคล่องถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเศรษฐกิจภาคเอกชนมีสัดส่วนประมาณ 70% ของจีดีพี
2) การบริโภค เป็นเรื่องผลกระทบจากกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศ ต่อเนื่องมาจากการคุมเข้มในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด การบริโภคจึงชะลอ และในช่วงที่ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่การบริโภคยังต่ำอยู่ จึงมีมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ. ออกมา เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องอาศัยกำลังซื้อภายในประเทศ โดยการบริโภคมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ 50% ของจีดีพี
“ภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้จะต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ส่วนการเตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจ ด้วยการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็ต้องมีการเตรียมการ ซึ่งในเรื่องของการท่องเที่ยวก็ได้มีการศึกษาแล้ว แต่ระยะเวลาอาจจะยังไม่เหมาะสม จะต้องดูวิธีการว่าจะทำอย่างไร” นายอาคมกล่าว
3) การท่องเที่ยว จะเน้นเข้าไปดูแลสาขาที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบสาขาใหญ่คือเรื่องการท่องเที่ยว จะต้องดูแลตลอดซัพพลายเชน ขณะนี้ก็อยู่ในมาตรการ เพียงแต่ว่าบางส่วน เช่น มาตรการที่เข้าไปแก้ปัญหารายกลุ่มต่างๆ ยังไม่ค่อยออกมาดีเท่าไหร่ ก็ได้หารือร่วมกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. พลังงาน ในเรื่องของการขับเคลื่อน การเร่งรัดแก้ไขข้อติดขัด ซึ่งคงจะต้องรีบดำเนินการ
4) เร่งรัดการเบิกจ่าย จะเข้าไปดูแลการใช้จ่ายภาครัฐให้ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ 20%ของจีดีพี ฉะนั้น จะเข้าไปเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และการล้างท่อต่างๆ ที่มีเงินค้างอยู่ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่วนที่เกี่ยวเนื่องการเร่งรัดการเบิกจ่าย คือการดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐเพื่อให้มั่นใจ เนื่องจากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ทั้งภายในประเทศ และทั่วโลกที่ประสบปัญหาเดียวกันหมด ฉะนั้น จะต้องดูแลกระแสเงินสดให้มีเพียงพอ ซึ่งขณะนี้ก็มีเพียงพออยู่แล้ว ส่วนการเบิกจ่ายเม็ดเงินต่างๆ ที่เป็นส่วนของประชาชนที่เป็นมาตรการของรัฐก็ต้องเร่งรัด
“ในมาตรการที่ศบศ. ดูแล คลอบคลุมทั้งหมด แต่บางกลุ่ม เช่น การท่องเที่ยว ที่เรียกว่าจะทยอยเปิดประเทศ แต่ยังต้องชะลอไปก่อน ฉะนั้นซัพพลายเชนของภาคท่องเที่ยวเริ่มมาตั้งแต่ระดับข้างล่าง ทั้งชาวบ้าน กิจการโรงแรม ภัตตาคาร ได้รับผลกระทบหมด รวมถึงสายการบินที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามา ศบศ. ก็ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยดูแล ว่าจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงพิจารณาข้อเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ที่สายการบินขอเข้ามา ทางศบศ. ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ และธปท. เข้ามาแยกแยะประเภทหนี้ ว่าเป็นหนี้อันเป็นผลประกอบการ หรือมาจากผลกระทบของโควิด-19 แน่นอน เป็นต้น”นายอาคมกล่าว
นอกจากมาตรการกระตุ้นบริโภคที่ออกมาแล้วในปัจจุบัน จะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเสริมหรือไม่นั้น นายอาคม กล่าวว่า ก็ต้องมีการไปหารือร่วมกัน ซึ่งกระทรวงการคลังก็เป็นกลไกหนึ่งในการดูแลเศรษฐกิจภาพรวม เพื่อให้มั่นใจว่าในปี 2564 จะดีขึ้น
สถาบันต่างๆ ก็คาดการณ์ว่า ปี 2564 ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจจะมีต่อเนื่อง อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว แม้วัคซีนจะเข้ามา ก็คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ในการฟื้นตัว ฉะนั้น จะต้องทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะสามารถเดินต่อได้ ขณะนี้กระทรวงการคลังก็ต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย
“ถ้าผลกระทบยาวถึง 1-2 ปี เงินกู้จะเพียงพอหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของเราจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน ถ้ากำลังซื้อภายในและต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว ไม่ใช่เฉพาะการท่องเที่ยว และการส่งออกด้วย ก็จะทำให้ภาระของเรื่องเงินกู้ลดน้อยลงไป ซึ่งเราก็จะดูแลส่วนนี้” นายอาคมกล่าว
ส่วนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในส่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ก้อน 4 แสนล้านบาท อาจจะได้รับเสียงตอบรับว่าออกมาล่าช้า ก็จะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะแก้ไขอย่างไร ขณะที่พ.ร.ก. ซอฟต์โลนของธปท. 5 แสนล้านบาทที่นั้น จะเข้าไปหารือระดับหน่วยงาน ซึ่งธปท. ก็เป็นผู้ดูแล กระทรวงการคลังก็จะเข้าไปช่วยประสานในส่วนนี้
ส่วนเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทที่หลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ นายอาคม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวก็เป็นปัญหาโลกแตก ก็ต้องติดตามสถานการณ์ และ ธปท. ก็ดูแลอยู่แล้ว