เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
Politics รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
ดูทั้งหมด

รวมทุกกลุ่ม! ล่าชื่อไล่ประยุทธ์ หยุดใช้ความรุนแรง ปล่อยเพื่อนเรา

18 ต.ค. 2563 | 18:15น.

ทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ต่างล่ารายชื่อ เพื่อขับไล่ “ประยุทธ์ออกไป” โดยขอให้หยุดใช้ความรุนแรง-ปล่อยตัวแกนนำนักศึกษา

หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 เมื่อตอนตี 4 เพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่รอบทำเนียบรัฐบาล

เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่อนักเรียน นิสิตและนักศึกษาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มี “พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ได้ยกระดับขึ้น

เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ทำให้เกิดกระแส-เสียงต่อต้านจากบุคคล-คณะบุคคล หลากหลายวิชาชีพ ทั้งนักวิชาการ-หมอ นายทหารนอกราชการ ที่เฝ้าสังเกตการณ์การแก้ปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ขณะเดียวกันรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์และบริวารพยายามตอกย้ำว่า การชุมนุมดังกล่าวมีคนอยู่เบื้องหลัง-ปลุกปั่น-ฉวยโอกาสให้เกิดสถานการณ์รุนแรง เพื่อความชอบธรรมของรัฐบาลในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรง

ทว่ารัฐบาลประยุทธ์กลับไม่มีการส่งสัญญาณ-สื่อสารเพื่อเสนอตัวเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” หรือ “เจ้าภาพ” เพื่อหาทางออก-วิธีการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี เฉกเช่นปัญญาชน-ผู้นำที่มีวุฒิภาวะในประเทศโลกที่พัฒนาแล้วเป็นอารยะได้ทำกัน

4 ส.นักเรียนไทยในยุโรป จี้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ปล่อยตัวแกนนำ

วันที่ 16 ตุลาคม 2563 มี 4 สมาคมนักเรียนไทยในยุโรป ได้แก่ 1.สมาคมนักเรียนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีฯ 2.สมาคมนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศสฯ 3.สมาคมนักเรียนไทยในสมาพันธรัฐสวิส และ 4.กลุ่มนักเรียนไทยในประเทศเบลเยียม

แถลงการณ์ร่วม เรื่อง จุดยืนต่อเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทย เนื่องจากเป็นว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนดังกล่าวเป็นไปตามหลักการชุมนุมที่สงบสันติ ปราศจากอาวุธ อันอยู่ในขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญและหลักการสากลทุกประการ

รัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ทั้งนี้ ความคิดเห็นของบุคคลสามารถแตกต่างกันได้ และเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย

กระนั้น สังคมที่มีวุฒิภาวะย่อมรับมือกับความแตกต่างนั้นบนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรม การพยายามรักาความเงียบหรือความสงบความต่างด้วยความกลัวมิใช่ทางออก หากแต่เป็นการปิดกั้นความหลากหลายที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ซึ่งกันและกันของผู้คนในสังคมไทย

การกระทำของรัฐบาลไทยเพื่อต่อต้านบั่นทอนการชุมนุมของบุคคลหลายกลุ่มตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมแกนนำด้วยข้อหารุนแรงเกินความเป็นจริง

การส่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าคุกคามเยาวชนและผู้ปกครองไปจนถึงการสลายการชุมนุมในวันที่ 15 และ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา อันเป็นการสลายการชุมนุมในยามวิกาล และเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ มีการจับกุมคุมขังผู้ชุมนุมจำนวนมาก

รวมทั้งทีการคุกคามสื่อมวลชนและการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองเป็นวงกว้าง

แม้รัฐจะอ้างอำนาจกระทำการดังกล่าว ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หากแต่การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในสภาวการณ์เช่นนี้ เป็นการประกาศที่ไม่ชอบธรรม

เนื่องด้วยไม่ปรากฏการก่อการร้าย หรือ การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงความรุนแรงต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ บุคคลในรัฐบาลจากฝ่ายผู้ชุมนุมแต่ประการใด

ทั้งนี้ ผู้ที่ใช้อำนาจในนามความมั่นคงของชาติพึงระลึกไว้เสมอว่า ชาติ คือ ประชาชน ดังนั้น ความมั่นคงของชาติที่เป็นปฏิปักษ์กับความมั่นคงของประชาชนย่อมไม่มี ด้วยจุดยืนดังกล่าว เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล

1.ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยทันที

2.ยุติการกระทำใด ๆ ที่เป็นการคุกคามประชาชน

3.ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ให้มีการใช้สิทธิในการปรึกษาทนายความและต่อสู้คดีอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

4.เปิดให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของตน บนพื้นฐานที่นองรับไว้โดยรัฐธรรมนูญและหลักการสากล ด้วยความเคารพในมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีสมบูรณ์เสมอกัน

นอกจากนี้ยังมี “แถลงการณ์ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน โรงเรียนอัสสัมชัญ” ที่ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชน ระบุว่า

จากสถานการณ์การชุมนุมของประชาชนในการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสงบ สันติ และปราศจากความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2563 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏภาพของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ในการพยายามขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญหลาย ประการ

อาทิ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีเนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริง และใส่ร้ายป้ายสีประชาชนผู้แสดงออกทางการเมืองโดยสุจริตว่าเป็นการกระทําที่กระทบต่อความมั่นคง ของประเทศ มีการควบคุมตัว จับกุม และคุมขังประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกําหนด มีความพยายามในการระงับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนและเส้นทางสัญจรของประชาชน เพื่อขัดขวางการชุมนุม ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาล โดยไม่คํานึงถึงความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นของประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสลายการชุมนุมในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ซึ่งการสลายการชุมนุมใน เวลากลางคืนโดยไม่ปรากฏเหตุอันตรายร้ายแรงใด ๆ เป็นการกระทําที่ขัดกับหลักการปฏิบัติสากลที่ไม่มีประเทศเสรี ประชาธิปไตยประเทศใดจะพึงกระทํา รวมถึง การสลายการชุมนุมในช่วงค่ำของวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ปรากฏภาพของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ปฏิบัติตามหลักสากลที่รัฐต้องพึงกระทําในการสลายการชุมนุมเช่นการใช้รถฉีดน้ําแรงดันสูง และน้ําผสมสารเคมีฉีดไปที่ผู้ชุมนุมโดยไม่ได้สนใจว่าผู้ชุมนุมจะได้รับอันตรายอย่างใดหรือไม่

ทั้งที่โดยทางปฏิบัติแล้ว การใช้รถฉีดน้ําแรงดันสูงจะต้องใช้กับกรณีที่มีการจลาจลที่เสี่ยงก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น มีความพยายามในการใช้แก๊สน้ําตาต่อผู้ชุมนุมและการขู่จะใช้กระสุนยาง เป็นต้น

ดังนั้น พวกเราในนามศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน โรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้มีรายชื่อตามที่ปรากฏมานี้ ขอประณามการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล และพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรับผิดชอบต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นนี้ ประชาชนทั้งหลายทั้งปวงจะได้รับการปฏิบัติอย่างผู้มีอารยะพึงกระทํา

6 พรรคฝ่ายค้านประณามรัฐบาลใช้ความรุนแรง

ขณะที่ 6 พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย แถลงการณ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน เรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล และเรียกร้องให้เปิดประชุมรัฐสภาฯสมัยวิสามัญ โดยเร็วที่สุด

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอประณามการกระทำที่เกินกว่าเหตุของรัฐบาลในการสลายการชุมชนของนักเรียน นักศึกษาและประชาชน ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน

ทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมคือลูกหลานที่เป็นอนาคตของชาติ มารวมตัวเพื่อแสดงความคิดเห็นต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดี และเป็นการแสดงออกตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้

การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่เหนือรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดแล้วเลือกใช้วีธีการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังปราบปราม เป็นการโหมไฟความชิงชัง และวิกฤติศรัทธาให้เพิ่มมากขึ้น วิธีการดังกล่าวเป็นการกระทำของประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการ ซึ่งจะส่งผลซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศทุกด้าน

ทั้งนี้หากประเทศเกิดความเสียหาย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำรัฐบาลต้องรับผิดชอบในผลพวงที่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ขอประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล
  • ขอให้หยุดสร้างเงื่อนไขทุกประการที่จะนำประเทศไปสู่ความหายนะโดยทันที
  • เร่งเปิดประชุมรัฐสภาฯสมัยวิสามัญ โดยเร็วที่สุด

386 เสียงหมอกรีดรัฐบาลไร้มนุษยธรรม

โดนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2563 บุคลากรทางการแพทย์ 386 ราย จากโรงพยาบาลทั่วประเทศร่วมลงชื่อออกแถลงการณ์ “มุมมองของแพทย์ต่อสถานการณ์วันที่ 16 ตุลาคม 25263”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ปรากฏภาพการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนและกลุ่มสมทบอื่น ๆ เพื่อสลายการชุมนุม ทั้งที่เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ นอกจากนี้ยังมีภาพรถพยาบาลที่ไม่สามารถผ่านแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อทำการรับส่งผู้ป่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น ตามหลักมนุษยธรรม

ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ที่มีหน้าที่ต้องทำการรักษาอภิบาลผู้ป่วย โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ชนชั้น วรรณะ ทัศนคติทางการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่อันหลีกเลี่ยงมิได้ตามคำปฏิญาณเมื่อครั้งสำเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ รวมถึงต้องปกป้องความเป็นส่วนตัวและสิทธิผู้ป่วย (autonomy)

บุคลากรทางการแพทย์ดังรายชื่อแนบท้าย จึงขอร่วมลงนามในแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบของรัฐ ต่อผู้ชุมนุมเป็นการรับฟังอย่างสันติวิธีและขอให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับบัญชายึดหลักสากลในการควบคุมฝูงชน ดังนี้

  1. โรงพยาบาลต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย และเป็นกลางทางการเมือง การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นสิ่งพึงได้รับของพลเมือง บุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับความคุ้มครองและอำนวยความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยและผู้ประสบภัยทุกคนอย่างเสมอภาค
  2. การดูแลการชุมนุมต้องปฏิบัติตามหลักสากล มาตรการที่ใช้ควบคุมฝูงชนจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักความจำเป็น หลักความสมเหตุสมผล หลักความได้สัดส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

3.การใช้รถยิงน้ำยังผสมสารเคมียิงไปยังผู้ชุมนุมเป็นมาตรการที่มีความรุนแรงโดยสภาพ เจ้าหน้าที่ไม่อาจแยกแยะเป้าหมายเพื่อบังคับมาตรการนี้อย่างเป็นธรรมได้ เจ้าหน้าที่จึงไม่ควรใช้รถยิงน้ำกับการชุมนุมที่สงบ แรงดันที่เกิดจากน้ำมีระดับสูง สามารถทำให้เกิดอันตรายแก่กายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

4.งดใช้สารเคมีที่มีพิษต่อระบบผิวหนัง และเยื่อบุ หรือต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น แก๊สน้ำตา ต่อผู้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ และ 5. เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของผู้เห็นต่างในสังคม เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

25 อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. ร้องเปิดพื้นที่เจรจาสาธารณะ

กลุ่มคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้ออก แถลงการณ์อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อภาครัฐสืบเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2563 ระบุว่า…

สืบเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็วและกำลังลุกลามบานปลายไปสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 และดำเนินการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันเมื่อคืน (16 ตุลาคม 2563) ที่ผ่านมา

ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามแนบท้าย ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อประชาชนผู้ชุมนุมโดยสันติวิธี ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ไม่สร้างเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง

ขณะที่ทางรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพิจารณาทบทวนท่าทีและแนวทางสื่อสารกับสังคมในปัจจุบัน ดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างเต็มที่ รวมทั้งเปิดการเจรจาพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านพื้นที่สาธารณะที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างสันติและปลอดภัย เพื่อหาทางออกจากวิกฤติโดยไม่มีความรุนแรงและความสูญเสียเกิดขึ้น

คณะประชาชน 157 ชื่อ ไล่ประยุทธ์ลาออก

157 บุคคลในนาม “คณะประชาชน” แถลงการณ์ ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2563 หัวข้อว่า “ความห่วงใยประเทศ และข้อเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจ” ระบุว่า…

การชุมนุมของประชาชนในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้สึกไม่พอใจต่อคณะผู้ปกครองประเทศที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ ได้ขยายตัวและมีแนวโน้มที่รุนแรงจริงจังมากขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้กลไกรัฐ มาตรการ หรือ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินในระดับร้ายแรง การจับกุมแกนนำ หรือใช้วิธีการทางกฎหมายใดๆ ก็ไม่สามารถห้ามปรามการแสดงออกถึงความไม่พอใจของประชาชนได้

ยิ่งการใช้กำลังรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุมในคืนวันที่ 16 ต.ค. 2563 ไม่เป็นไปตามหลักสากลของสหประชาชาติที่ต้องแยกแยะระหว่างการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและการชุมนุมที่ไม่มีความรุนแรง แต่รัฐกลับเลือกใช้วิธีการจัดการสลายฝูงชนโดยใช้น้ำฉีดผสมสารเคมี และกองกำลัง ราวกับการจัดการจลาจลทั้งที่เป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่มีการเข้าทำลายสถานที่ หรือก่ออันตรายต่อชีวิตทรัพย์สิน และกลุ่มผู้ชุมนุมยังประกอบด้วยเด็ก เยาวชน นักเรียน สตรี จำนวนมาก ถือเป็นการขาดความชอบธรรมในการปกครองประเทศ

สาเหตุที่สำคัญที่นำไปสู่การชุมนุม คือ ความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศที่ล้มเหลวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนการเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสำคัญนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างไม่เป็นกลาง เจตนาเพื่อการสืบทอดอำนาจในคณะพวกของตัวเอง และการชุมนุมของประชาชน นักเรียน และนักศึกษากลับถูกคุกคาม จับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อให้เกิดการแก้ไขที่ตรงกับสาเหตุ

คณะประชาชนที่ประกอบด้วยอดีตนักการเมือง นักการทหาร อดีตข้าราชการระดับสูง นักวิชาการ นักธุรกิจ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองและขอแสดงจุดยืนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อประเทศ 3 ข้อดังนี้

ข้อที่ 1 ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเสียสละตนเอง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ เพราะท่านเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งรังแต่จะนำไปสู่การบานปลายของสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา การลาออกนั้นเพื่อให้รัฐสภาได้ใช้กลไกในรัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ โดยขอให้สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนอย่างเป็นอิสระ หรืองดออกเสียง แต่หากไม่มีผู้ทีอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เหมาะสม ก็สามารถใช้วรรคสองของมาตรา 272 เลือกบุคคลที่อยู่ภายนอกบัญชีรายชื่อ ด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภาได้

ข้อที่ 2 คณะผู้บริหารใหม่ จะอยู่ในวาระเพียงแค่เวลาที่เหลือของรัฐสภาชุดปัจจุบัน โดยมีภารกิจหลัก คือ การส่งเสริมให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเวลาไม่นาน และหากร่างรัฐธรรมนูญเสร็จและผ่านการลงประชามติจากประชาชนแล้ว ให้มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ส่วนการคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระต่าง ๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหม่

ข้อที่ 3 รัฐบาลต้องปล่อยตัวนักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมาอย่างไม่มีเงื่อนไข หากจะมีการดำเนินคดีต้องเลือกกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ไม่ใช่คดีมโนสาเร่ และไม่เลือกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ในขณะเดียว กันหากสามารถใช้หลักรัฐศาสตร์นำหลักนิติศาสตร์ตามสถานการณ์โดยเน้นความสงบของบ้านเมืองเป็นหลัก

ข้อเสนอทั้ง 3 ประการนี้ เป็นข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาที่สุดโดยปราศจากความเอนเอียงทางการเมืองใดๆ เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ โดยมีผู้เห็นชอบร่วมลงนามข้างท้ายนี้ (พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตรัฐบุคคล ที่เคยออกมาแสดงทางออกในช่วงวิกฤตการเมืองปี 56-57 ได้ถอนชื่อออกภายหลัง)

เป็นการล่ารายชื่อ-ไล่พล.อ.ประยุทธ์และพวก ให้ออกไป – เสียงประณามรัฐใช้ความรุนแรง เพิ่มดีกรีจากข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ตั้งแต่นักเรียก-นักศึกษา-ประชาชนปลดแอก สู่คณะราษฎร และเป็นแนวร่วม “ราษฎร”

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชุมนุม-ม็อบ