“ปางช้างแม่สา” MOU ม.แม่โจ้ ต่อยอด “กาแฟมูลช้างอินทรีย์” หนึ่งเดียวในโลก
สัมภาษณ์
ในห้วงระยะ 44 ปีของการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของธุรกิจ “ปางช้างแม่สา” แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อชั้นอันดับต้น ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ ทว่าเมื่อเจอการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ธุรกิจทั้งระบบต้องอยู่ในภาวะชะงักงันและพัง รายได้มีตัวเลขเป็นศูนย์ จากที่เคยมีรายได้วันละกว่า 2 แสนบาท หรือราวเดือนละกว่า 6 ล้านบาท
ทุกอย่างกลายเป็นติดลบ เงินเก็บกว่า 30 ล้านบาท ถูกนำออกมาใช้จ่ายเพื่อต่อลมหายใจ “ช้างและคน” ที่ยังต้องดูแล การ “สู้” เท่านั้นจึงจะสามารถฝ่าวิกฤตไปได้ “อัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการฝ่าวิกฤตเพื่อความอยู่รอด

ปรับแนวคิดทำธุรกิจโมเดลใหม่
อัญชลีบอกว่า ท่ามกลางวิกฤตโควิด สิ่งที่ต้องคิดให้เร็วคือ การปรับตัว และการสู้ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักคือชาวต่างชาติถูกตัดขาดการเดินทาง แต่ปางช้างแม่สาไม่ปิดกิจการ ไม่ปิดปาง ช้าง 80 เชือกยังอยู่ ควาญช้าง 100 คนยังอยู่ และพนักงานอีก 150 คนก็ยังอยู่
“การลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องหารายได้เพิ่ม ต้องขายของ เพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาได้เยอะ ๆ คือโจทย์ใหญ่ของเรา”
ก้าวแรกของการปรับตัวของปางช้างแม่สา คือ การปรับแนวคิดในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ โดยยกเลิกการแสดงช้างทั้งหมด ทั้งช้างวาดรูป ช้างเตะบอล ยกเลิกการนั่งแหย่งบนหลังช้าง เพราะนอกเหตุผลของการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ต้องเน้นการเว้นระยะห่าง (social distancing)
อีกเหตุผลสำคัญก็คือ การโชว์การแสดงความสามารถของช้างถือว่าเป็นความล้าสมัย เพราะปัจจุบันเทรนด์ของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนมาเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเฉพาะการนั่งแหย่งบนหลังช้าง พบว่าช้างเกิดการเจ็บป่วยมากขึ้นจากการใส่แหย่งที่ต้องแบกรับน้ำหนักของคน
ดังนั้นการให้ช้างได้อยู่กับธรรมชาติ ง่ายกว่าสิ่งเดิมที่เคยทำมาตลอด 44 ปี ช้างมีอิสระมากขึ้น และเป็นจุดเปลี่ยนที่เราตัดสินใจได้ทันที ถือเป็นการลดขนาดของปางลง ทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาใช้บริการฟรี ไม่เก็บเงินค่าเข้า ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเข้าถึงช้างได้ง่ายขึ้น เช่น ป้อนอาหารช้าง ไปดูช้างอาบน้ำ เป็นต้น
“เราปรับพื้นที่บางส่วนบริเวณปางช้างแม่สาของเราทำ The Chang Village มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ‘ดาราอั้ง คาเฟ่’ มีรายได้จากการจำหน่ายตะกร้าอาหารช้าง คิดตะกร้าละ 100 บาท เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำไปป้อนให้กับช้าง ใครจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ ตอนนี้เรามีรายได้เฉลี่ยประมาณ 3-5 หมื่นบาทต่อวัน แต่รายจ่ายเดือนละ 5 ล้านบาท ก็ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับรายจ่าย”
อัญชลีบอกว่า The Chang Village มีพื้นที่ราว 5 ไร่ ตั้งใจทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของปางช้างแม่สาอีกจุดหนึ่ง เป็นจุดเช็กอินกลางหุบเขา มีนาขั้นบันได ที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นช้างและคนอยู่ร่วมกัน มีทุ่งนาที่ปลูกข้าวเหนียวสำหรับเป็นอาหารของช้าง มีร้านกาแฟ-ร้านอาหาร “ดาราอั้ง คาเฟ่” มีโฮมสเตย์ 7 หลัง มีฟาร์มผักอินทรีย์ที่ยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเก็บไว้บริโภคเองและนำมาเสิร์ฟในร้านอาหาร
โดยมีชนเผ่าดาราอั้ง หรือปะหล่อง เป็นชนเผ่าที่อพยพมาจากประเทศพม่า ที่เป็นครอบครัวที่เลี้ยงช้างให้กับปางช้างแม่สา เป็นพนักงานช่วยทำร้านกาแฟ ชงชา น้ำสมุนไพร มีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “เมี่ยงคำใบชะพลู-กลีบบัว” อาหารพื้นเมือง และ “น้ำพริกถั่วเน่า” เมนูเฉพาะของชนเผ่าดาราอั้งไว้รอเสิร์ฟ
MOUแม่โจ้วิจัยปุ๋ย-กาแฟมูลช้าง
อัญชลีบอกว่า ล่าสุดได้พลิกวิกฤตโดยต่อยอดโรงผลิตปุ๋ยมูลช้างที่พ่อของตนได้เคยทำไว้ ซึ่งตนเล็งเห็นว่าน่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับปางช้างแม่สาได้ในอนาคต โดยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 บริษัท ปางช้างแม่สา จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อการวิจัยและผลิตปุ๋ยมูลช้างอินทรีย์รายแรกของประเทศไทย และต่อยอดผลิตกาแฟสูตรพิเศษจากปุ๋ยมูลช้างอินทรีย์แห่งแรกของโลก โดยร่วมมือกับสมาคมกาแฟและชาไทย
“การ MOU ครั้งนี้มีความสำคัญกับการอยู่รอดของปางช้างแม่สาอย่างมาก ช้าง 80 เชือก คน 250 คน เป็นการพัฒนานวัตกรรมการผลิตมูลช้างอินทรีย์ ที่จะนำมาเลี้ยงช้างและเลี้ยงคนให้อยู่รอดได้ โลกเปลี่ยน เราก็ต้องปรับ ปางช้างแม่สาจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปกติเรานำหญ้าที่มีคุณภาพดีอย่างหญ้าเนเปียร์มาให้ช้างกินเฉลี่ยวันละ 10-15 ตัน ได้มูลช้าง 5-6 ตัน และนำมาเป็นปุ๋ยบำรุงพืชผักสวนครัวในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ แต่เราต้องการต่อยอดให้เป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพ 300 ตันต่อครั้ง และขยายตลาดให้กว้างขึ้น”
ผลวิเคราะห์เบื้องต้นของมหาวิทยาลัยแม่โจ้พบว่า จากการวิเคราะห์ตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ปุ๋ยมูลช้างของปางช้างแม่สามีธาตุอาหารสำคัญหลักและรองไม่พบโลหะหนัก อยู่ในกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย โดยจะลดกระบวนการหมักปุ๋ยมูลช้างจากเดิม 7-10 เดือน ให้เหลือเพียง 2 เดือน โดยคาดว่าภายในปี 2564 จะเริ่มนำผลิตภัณฑ์ปุ๋ยมูลช้างอินทรีย์ออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ ปางช้างแม่สายังได้ร่วมมือกับสมาคมกาแฟและชาไทย เพื่อร่วมกันผลิตกาแฟสูตรพิเศษที่ผลิตจากการใช้ปุ๋ยมูลช้างอินทรีย์ ซึ่งปางช้างแม่สาเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิก้า เพราะคุณภาพอากาศดี อยู่ในระดับความสูงที่พอเหมาะ มีร่มเงาต้นไม้และแวดล้อมด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้ได้กาแฟที่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นกาแฟที่มีลักษณะพิเศษ มีความหอมนุ่มด้วยกลิ่นสมุนไพร (herbal)
อัญชลีบอกว่า จะเน้นทำกาแฟเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งกาแฟที่ได้การบำรุงจากปุ๋ยมูลช้างอินทรีย์จะมีความแตกต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างแน่นอน และมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ผลผลิตลอตแรกจะออกประมาณเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งจะนำมาบริการในร้านกาแฟที่ The Chang Village- “ดาราอั้ง คาเฟ่” และจะวางจำหน่ายในตลาดเป็นลำดับต่อไป
เป้าหมายของ CEO หญิงเก่งและแกร่งแห่งปางช้างแม่สา ยังไม่ได้หยุดแค่เพียงการสู้เพื่อฝ่าวิกฤตให้มีรายได้หล่อเลี้ยงช้างและคนเท่านั้น แต่เป้าหมายที่ไกลกว่านั้นคือ การพัฒนาปางช้างแม่สาไปสู่ศูนย์อนุรักษ์ช้าง การสร้างมหาวิทยาลัยควาญช้าง การสร้างโรงพยาบาลช้าง และการสร้างพิพิธภัณฑ์ช้าง (Theatre-Museum) ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ เพราะนั่นคือ การสร้างความยั่งยืนให้กับช้างไทยในอนาคต