TMAN รุก Health&Wellness ดัน Propoliz บุกอินเตอร์ ปั๊มรายได้ 4,000 ล้าน ใน ปี 72
TMAN ปั้น New S-Curve รุก Health & Wellness ตั้งโรงงานเฮเว่นเฮิร์บ พัฒนาสินค้า Longevity ตั้งเป้าดันรายได้กลุ่ม Longevity 5-10% ของพอร์ตใน 3-5 ปี พร้อมรายได้รวมแตะ 4,000 ล้านบาทในปี’72
นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังพบสถิติคนไทย 74% เสียชีวิตด้วยโรคกลุ่ม NCDs ซึ่งปัจจุบันลุกลามสู่กลุ่มวัย 30 ปีตอนปลาย จากพฤติกรรมบริโภคอาหารแปรรูปและ Junk food
ส่งผลให้โอกาสธุรกิจเฮลธ์แคร์ขยายตัวข้ามจากการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันสู่การดูแลตลอดวงจรชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่ตลาด Before Disease ที่เน้นการดูแลเชิงป้องกันผ่านอาหารเสริมและเทคโนโลยีตรวจจับเบื้องต้นไปจนถึงตลาด Beyond Treatment ที่มุ่งเจาะกลุ่มการฟื้นฟูสุขภาพหลังการรักษา
ดัน “Longevity” เป็น New S-Curve
นอกจากนี้ ตลาดยังมีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของไทย ที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 20% ผนวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 ที่หันมาบริโภควิตามินและอาหารเสริมเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันจนเป็นนิสัย รวมถึงนโยบายภาครัฐที่ครอบคลุมสวัสดิการการรักษา และการผลักดันยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม
สอดคล้องกับข้อมูลจาก MarkNtel Advisors ที่ประเมินว่าตลาด Healthcare ของไทยในปี 2569 จะมีมูลค่า 3.765 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเติบโตเฉลี่ย 8.49% ต่อปี สู่ระดับ 6.138 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2575
เพื่อคว้าโอกาสจากเมกะเทรนด์ บริษัทวางกลยุทธ์ผลักดัน “Longevity” เป็น Growth Engine ใหม่ โดยดึงศักยภาพจาก Ecosystem ครบวงจรที่มีอยู่ทั้งฐานการผลิต เครือข่ายจัดจำหน่าย และความร่วมมือด้าน R&D กับสถาบันวิจัยกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังส่ง โนว่า เฮลธ์ (Nova Health) บริษัทในเครือรุกสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรแบบเพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมมากกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมุ่งเจาะกลุ่มนวัตกรรมสุขภาพยุคใหม่ เช่น AI Health, อุปกรณ์ Wearable, ชุดตรวจ DNA ประเมินความเสี่ยงโรค, Personalized Supplement, Smart Medical Device รวมถึงศึกษาโอกาสในกลุ่มยา และยาฉีดลดน้ำหนัก GLP-1
ทุ่ม 50 ล้านปั้น Smart Factory
นายประพล ระบุว่า จิ๊กซอว์สำคัญคือการเปิดโรงงาน “เฮเว่น เฮิร์บ” จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นฐานการผลิตสินค้า Health & Wellness ครบวงจร ทั้งสกัดสมุนไพร อาหารเสริมและเครื่องสำอาง โดยกระบวนการผลิตเทียบเท่ามาตรฐานยาแผนปัจจุบันระดับสากล ได้แก่ GMP PIC/S, ISO 22716 และ ISO 22000
พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมลงทุน 50 ล้านบาทต่อปี ทรานส์ฟอร์มโรงงานสู่ Smart Factory เพื่อขยายกำลังการผลิตและบริหารจัดการต้นทุน ควบคู่การดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ซึ่งปัจจุบันโรงงานได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 2 และรางวัลโรงงานสีขาว ระดับ 3
ส่ง 15 สินค้าสร้างรายได้ 5-10%
ด้านผลิตภัณฑ์ เตรียมเปิดตัวกลุ่ม Science-backed Longevity Solutions ที่มีงานวิจัยรองรับราว 15 รายการ ภายใน 5 ปี ครอบคลุมระบบเผาผลาญและเซลล์ ลำไส้ สมอง การนอนหลับ และสุขภาพผิว โดยตั้งเป้าภายใน 3-5 ปี กลุ่มนี้จะสร้างสัดส่วนรายได้ 5-10% ของพอร์ตโฟลิโอรวม
สำหรับพอร์ตธุรกิจเดิมยังเดินหน้าเติบโตผ่าน 6 เครื่องยนต์หลัก โดยตลาดยาสามัญประจำบ้าน ปักธงขยับมาร์เก็ตแชร์จาก Top 5 ขึ้นสู่ Top 3 พร้อมรุกเจาะโรงพยาบาลศูนย์และเอกชนเพื่อดันยอดขายกลุ่ม Hospital เข้าสู่ Top 10 ส่วนธุรกิจรับจ้างผลิต ยังขยายตัวต่อเนื่องสัดส่วนพุ่งจาก 1.5-2% เป็นกว่า 10% ในปัจจุบัน ด้านธุรกิจรับจัดจำหน่ายจับมือกับแบรนด์หลักอย่าง ยาดมเซียงเพียวอิ๊ว และเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์มาเสริมทัพ ควบคู่ไปกับการรุกตลาดต่างประเทศและช่องทางอีคอมเมิร์ซ
ดัน Propoliz รุกต่างประเทศ
การบุกตลาดต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมีสเปรย์พ่นคอ “โพรโพลิส” (Propoliz) สินค้าเป็นเรือธงในไทย ปัจจุบันโพรโพลิสสามารถขยายการส่งออกไปได้แล้ว 7 ประเทศ โดยกลุ่มที่เข้าไปทำตลาดแล้ว ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย และกลุ่ม CLMV อย่างลาวและเมียนมาที่มีการขึ้นทะเบียนสินค้าไว้หลักสิบรายการ ส่วนเวียดนามอยู่ระหว่างพักเพื่อหาพันธมิตรใหม่
พร้อมกันนี้ บริษัทตั้งเป้าขยายการส่งออกเพิ่มอีก 2-3 ประเทศภายในสิ้นปีนี้ ล่าสุดได้เซ็นสัญญากับพันธมิตรในเกาหลีใต้และอินโดนีเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทำการตลาดและรับรู้ยอดขายได้ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ยังเดินหน้าเจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม ทั้งในฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศโอมาน เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางต่อไป
ด้านกลยุทธ์การเติบโตผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) ล่าสุดได้เข้าซื้อแบรนด์ “ละมุน” (Lamoon) ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เพื่อขยายพอร์ตสินค้าเข้าสู่กลุ่ม Household พรีเมียม โดยบริษัทวางกรอบการพิจารณา M&A ว่าธุรกิจเป้าหมายจะต้องอยู่ในกลุ่ม Healthcare และต้องสามารถสร้าง Synergy ทางธุรกิจได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดช่องทางจัดจำหน่ายร่วมกัน การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเพื่อนำเสนอต่อกลุ่มแพทย์ การขยายฐานการรับรู้ของแบรนด์ ตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตของบริษัทเพื่อบริหารต้นทุนร่วมกันได้
มั่นใจเป้า 4,000 ล้าน ปี’72
นายประพล ย้ำว่า เป้าหมายของบริษัทคือการดันรายได้รวมทะลุ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 หรือต้องรักษาอัตราเติบโตระดับ 10-15% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่โต 6-7%
เพื่อการนี้บริษัทฯ ระดมความพร้อมทั้งด้านกระแสเงินสดสำหรับการลงทุน (CAPEX) และรองรับโอกาสใหม่ๆ พร้อมตั้งคณะกรรมการความเสี่ยงเพื่อประเมินสถานการณ์ Worst-case scenario และวางแผนรับมือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภาวะสงคราม หรือต้นทุนการผลิตที่ผันผวน เพื่อรักษาสมดุลรายได้ อัตรากำไร และการเติบโตในระยะยาวตามเป้าหมาย