“ศักดิ์สยาม” นั่งหัวโต๊ะไทยไปด้วยกัน “บุรีรัมย์-สุรินทร์” สรุปปัญหา 5 ข้อ “โควิด-ภัยธรรมชาติ-ที่ดิน-โครงสร้างพื้นฐานขาดแคลน” โปรยยาหอมลงทุนคมนาคม 2 จังหวัดกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2563 ที่โรงแรมเครสโค จ.บุรีรัมย์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประชุมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ได้รายงานปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนและแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ซึ่งสรุปปัญหาได้ 5 ประเด็น 1.ปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดการว่างงาน ขาดรายได้ ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งเมื่อจังหวัดได้รับงบประมาณแล้วต้องแปลงแผนงานลงไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว
2.ปัญหาด้านการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย การขาดแคลนแหล่งน้ำอุปโภค บริโภคที่เพียงพอและมีคุณภาพ จะประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนแผนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
3.ปัญหาการขาดที่ดินทำกิน 4.ปัญหาทางสังคมและความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน
และ 5.ปัญหาการขาดแคลนหรือความต้องการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการคมนาคมขนส่งที่ทันสมัย สะดวกสบาย มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ให้สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้พื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดในอนาคต

ซึ่งจากสภาพปัญหาดังกล่าวที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นในวันนี้ จะเป็นแนวทางการดำเนินงานภายใต้การขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้สำเร็จอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของรัฐบาล
นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ได้มอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 1.ให้ความสำคัญกับการสำรวจและทำความเข้าใจกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งปรับปรุงในเรื่องการสร้างความรับรู้และเข้าใจกับประชาชน ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เพียงพอ ที่จะสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดแนวทาง การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
2.การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนตามแนวทางการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในครั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยช่วยกันกำหนดวิธีการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทาง “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” สร้างการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนในทุกระดับ ทุกภาคส่วน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
3.ขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ ของตนเอง ให้มีความถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ยึดแนวทางการบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นที่ยอมรับ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน และยึดหลัก “โปร่งใส เข้าถึง ตรวจสอบได้”
4.ขอให้คณะกรรมการฯ ทั้ง 2 จังหวัดประชุมหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และให้ติดตามผลการดำเนินงาน และประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงานโดยการวัดจากประสิทธิผลหรือประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ โดยให้จังหวัดรายงานผลการปฏิบัติงานตามแนวทางของคณะกรรมการฯ อย่างสม่ำเสมอ หากยังไม่เกิดผลก็ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานใหม่
5.การขับเคลื่อนพัฒนางานด้านการคมนาคมขนส่งจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ตามหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นความสะดวก ปลอดภัย และตรงเวลา
ประกอบด้วยโครงการสำคัญต่างๆ 4 โครงการรวม รวม 48,607.2 ล้านบาท 1.การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงจ.บุรีรัมย์ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ระยะทาง 103 กม. ค่าก่อสร้างรวม 3,241 ล้านบาท และได้รับงบประมาณปี 64 ระยะทาง 66 กม. ค่าก่อสร้าง 1,900 ล้านบาท การพัฒนาทางหลวงชนบท จำนวน 170 โครงการ วงเงิน 2,145 ล้านบาท
2.การพัฒนาโครงข่ายทางหลวง จ.สุรินทร์ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ระยะทาง 62 กม. ค่าก่อสร้างรวม 2,766 ล้านบาท ได้รับงบประมาณปี 64 และแผนในอนาคต ระยะทาง 79.5 กม. ค่าก่อสร้าง 2,425 ล้านบาท การพัฒนาทางหลวงชนบท จำนวน 81 โครงการ วงเงิน 748 ล้านบาท
3.แผนพัฒนารถไฟรางคู่ในพื้นที่ภาคอีสาน อาทิ ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น วงเงิน 26,007.20 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงิน 7,650 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เป็นต้น
4.การพัฒนาท่าอากาศยานบุรีรัมย์ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2.88 ล้านคนต่อปี โดยใช้งบประมาณ 1,725 ล้านบาท
ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนไทยการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ไปด้วยกันให้เกิดความสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย นำความสุขมาสู่ประชาชนของทั้ง 2 จังหวัดอย่างยั่งยืนต่อไป