เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ซีพี แอ็กซ์ตร้า” จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026”
Business “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026”
บี.กริมส่งเสริมคนรุ่นใหม่ผ่านเวที“Youth for Change: The Mindful Future Contest”
SD บี.กริมส่งเสริมคนรุ่นใหม่ผ่านเวที“Youth for Change: The Mindful Future Contest”
อุดรฯ เตรียมรับ 2 งานยักษ์ ‘ครม.สัญจร-พืชสวนโลก’ โชว์ศักยภาพเมืองอีสาน
เศรษฐกิจภูมิภาค อุดรฯ เตรียมรับ 2 งานยักษ์ ‘ครม.สัญจร-พืชสวนโลก’ โชว์ศักยภาพเมืองอีสาน
เอ็มดีใหม่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ‘สุรเชษฐ์ รัตนาประเสริฐ’ ชู 3 มาตรฐานขับเคลื่อนองค์กร
Economic เอ็มดีใหม่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ‘สุรเชษฐ์ รัตนาประเสริฐ’ ชู 3 มาตรฐานขับเคลื่อนองค์กร
เปิดทางเงินไหลเข้าหุ้นไทย! หลัง MSCI เล็งถอดอินโดฯ พ้นตลาดเกิดใหม่
Finance เปิดทางเงินไหลเข้าหุ้นไทย! หลัง MSCI เล็งถอดอินโดฯ พ้นตลาดเกิดใหม่
ทรู ชู AI Platform Enabler เปลี่ยนผ่าน Digital สู่ AI Economy
Biz Movement ทรู ชู AI Platform Enabler เปลี่ยนผ่าน Digital สู่ AI Economy
เชลล์คว้า ‘สุดยอดห้องน้ำแห่งปี’ กทม.ยกให้ปั๊มเขตคลองสามวา
Economic เชลล์คว้า ‘สุดยอดห้องน้ำแห่งปี’ กทม.ยกให้ปั๊มเขตคลองสามวา
อีซี่แอร์ไลน์ปักหมุดอู่ตะเภา ชู Regional Air เชื่อมภูมิภาค
Business อีซี่แอร์ไลน์ปักหมุดอู่ตะเภา ชู Regional Air เชื่อมภูมิภาค
วัดมหาธาตุฯ จัดงานวันมหาสุรสิงหนาท 3 พย.69  ชวนฟัง ‘รฤกวังหน้า’
Uncategorized วัดมหาธาตุฯ จัดงานวันมหาสุรสิงหนาท 3 พย.69 ชวนฟัง ‘รฤกวังหน้า’
SCB EIC ห่วงหนี้ครัวเรือนลดแค่ตัวเลข แบงก์กู้ยาก-โรงรับจำนำโตสวน
Finance SCB EIC ห่วงหนี้ครัวเรือนลดแค่ตัวเลข แบงก์กู้ยาก-โรงรับจำนำโตสวน
ดูทั้งหมด

บทเรียนสำคัญจากภาวะวิกฤตทั่วโลก

22 พ.ย. 2563 | 08:22น.
ติดตามสถานการณ์ โควิด ล่าสุด
คอลัมน์ ช่วยกันคิด
ดร.ปกรณ์ วิชยานนท์

ภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่แพร่กระจาย ไปแทบทุกประเทศคงทำให้เราจำได้ว่า ช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะได้ประโยชน์หลายรูปแบบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปิดเสรีให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น กลุ่มประเทศหลายกลุ่มก็ประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายครั้งจากหลายสาเหตุ ภาวะวิกฤตเหล่านี้ยืนยันว่า “ความเสี่ยง” ในรูปแบบต่าง ๆ (เช่น ความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ) เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งทั้งในการประกอบธุรกิจของเอกชนและการดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ เพราะก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงให้แก่ทั้งประเทศที่ก่อวิกฤตและประเทศคู่ค้าหรือข้างเคียง (เนื่องจากวงจรการเงิน การค้า และจิตวิทยา)

ปกติธุรกิจเอกชนแทบทุกประเภทมักมีจุดประสงค์หลักเหมือนกัน คือ ทำกำไรให้สูงสุดโดยใช้ช่องทางหรือกลยุทธ์หลายรูปแบบ เช่น ลงทุนในธุรกรรมใหม่ ๆ และ/หรือเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งหนึ่งที่หลายธุรกิจเหล่านั้นกลับมองข้ามหรือให้ความสำคัญไม่เพียงพอ คือ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ในแง่นี้วิกฤตเศรษฐกิจในอดีตคงให้ข้อเตือนใจแก่นักธุรกิจว่าควรมีความรอบคอบและมองการณ์ไกล ตรงกับที่รัชกาลที่ 9 ได้ทรงให้คติที่สั้นและกินใจความได้ดีมากว่า “คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ” นอกจากนั้น นักธุรกิจควรให้ความสำคัญแก่ความพร้อมของฐานะ และความสอดคล้องกับสถานภาพของตนหรือนโยบายหลักของรัฐด้วย

ในหลายประเทศประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้และการศึกษาต่ำ ความเสี่ยงประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการขาดข้อมูลข่าวสารธุรกิจที่ถูกต้องและทันสมัย ทำให้ธุรกิจเอกชน และ/หรือประชาชนที่เกี่ยวข้องประสบปัญหารุนแรงได้ ซึ่งหน่วยงานรัฐสามารถเข้ามามีบทบาทในการติดตามและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนทราบล่วงหน้า ช่วยให้เอกชน และ/หรือเศรษฐกิจส่วนรวมไม่ประสบปัญหาหรือสภาวะวิกฤต รัฐอาจต้องวางกฎเกณฑ์ข้อบังคับหรือข้อเตือนใจให้เอกชนทราบเกี่ยวกับธุรกิจเหล่านั้นด้วย อนึ่ง กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับไม่ควรจำกัดหรือเข้มงวดมากเกินไป เพราะโลกธุรกิจในยุคปัจจุบันมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่ตรงกับ “อนิจจัง” ในพุทธศาสนา คือ ความไม่เที่ยง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

กลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ทั้งรัฐและเอกชนสามารถต่อสู้กับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง (ของราคาความต้องการ และอื่น ๆ) ในตลาดโลก คือ การ “กระจาย” ประเภทของสินค้าและตลาด ประเภทของสินค้าในที่นี้หมายถึงชนิดของผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ส่วนประเภทของตลาดนั้นหมายถึงตลาดภายในและตลาดภายนอกประเทศ การกระจายนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและถ่วงน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจส่วนรวมเข้าสู่จุดสมดุล (หรือ “มัชฌิมา”) ได้อย่างยั่งยืน

การลดความเสี่ยงโดยกลยุทธ์ “กระจาย” นี้ อาจให้ผลตอบแทนสุทธิที่ต่ำกว่ากลยุทธ์ “กระจุก” บ้างในบางเวลาก็ตาม แต่โดยเฉลี่ยในระยะยาวแล้ว กลยุทธ์กระจายจะให้ผลตอบแทนที่ราบรื่นหรือสม่ำเสมอมากกว่ากลยุทธ์กระจุก เพราะการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก็มีมูลค่าเช่นเดียวกับผลตอบแทน นอกจากนั้น ผลดีอีก 2 ประการของนโยบายกระจาย คือ เพิ่มเสถียรภาพให้แก่กระแสรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ให้แก่เศรษฐกิจส่วนรวมด้วย

ประสบการณ์ของเกษตรกรที่จะกล่าวต่อไปนี้ยืนยันว่า การกระจายดีกว่าการกระจุกแน่นอน (1) คุณชาญ มั่นฤทธิ์ ที่ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรโดยลดการปลูกข้าวในพื้นที่ 15 ไร่ เหลือเพียง 7 ไร่ และใช้พื้นที่ 8 ไร่ที่เหลือไปปลูกพืชผักอื่น ๆ อันได้แก่ พริก ตะไคร้ ถั่วพู มะเขือ กะเพรา โหระพา มะพร้าว ขนุน กล้วย มะละกอ ไผ่ การเปลี่ยนแปลงไปทำการเกษตรแบบผสมผสานนี้ไม่ต้องใช้เงินทุนหรือแรงงานสูง แต่ผลตอบแทนจากการแปรรูปนี้กลับสูงกว่าการปลูกข้าวในเชิงเดี่ยวมากพอควร นอกจากนั้น ผลตอบแทนสุทธิที่คุณชาญได้รับยังสม่ำเสมอและยั่งยืนอีกด้วย

(2) คุณมนูญ สุวรรณชาตรี อ.ควนโดน จ.สตูล เปลี่ยนสภาพสวนยางพาราผืนใหญ่ 17 ไร่ มาเป็นยางพารา 3 ไร่ และนำพื้นที่ 14 ไร่ที่เหลือไปปลูกพืชสวนผสม เช่น ยอดชะอม มะละกอ ตะไคร้ ขมิ้น ข่า กล้วย สะตอ ช่วยสร้างรายได้ให้สม่ำเสมอ ปัจจัยที่มีส่วนช่วยมาก ได้แก่ ความต้องการของตลาด และเสถียรภาพของราคาที่เกี่ยวข้อง

ที่น่าเสียดาย คือ มีเกษตรกรแบบผสมนี้เป็นจำนวนน้อยมากในประเทศไทย ทำให้เกิดการกระจุกตัวและก่อความเสี่ยง ทั้งตัวเกษตรกรและเศรษฐกิจส่วนรวม หลักฐานของการกระจุกตัวนี้ดูได้จากสัดส่วนในมูลค่าของผลผลิตการเกษตรทั้งสิ้นของประเทศ 45% ของมูลค่านี้มาจากข้าว (20%), ยาง (20%)
และมันสำปะหลัง (5%) การกระจุกตัวเช่นนี้ทำให้ 50% ของการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทยขึ้นอยู่กับสินค้าเพียง 3 ประเภทนี้

การที่ไทยได้เข้าพึ่งตลาดโลกเป็นหลักให้แก่ผลผลิตการเกษตรจำนวนน้อยประเภท ก่อให้เกิดความเปราะบางแก่ภาคเกษตรกรรม จากความผันผวนของราคา ความต้องการ และข้อตกลงหรือข้อขัดแย้งอื่น ๆ ในตลาดโลกที่มีอยู่มาก และไทยอาจไม่สามารถใช้อิทธิพลคุมตลาดได้ตามที่ต้องการ นอกจากนั้น ปัญหาการกระจุกตัวนี้ก็เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน ประมาณ 50% ของมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมเกาะตัวอยู่ในกลุ่มอาหาร ปิโตรเคมี คอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์และรถยนต์ ขณะที่ 50% ของผลผลิตรถยนต์ คอมพิวเตอร์ อัญมณีเครื่องประดับ และยาง ก็พึ่งการส่งออกสู่ตลาดโลกเป็นหลัก

การศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นชัดว่า ในทุกภาคเศรษฐกิจของไทยควรมีการกระจายประเภทสินค้าหรือผลผลิตมากกว่าปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาและภาวะตลาด ในจุดนี้บางฝ่ายอาจโต้แย้งว่าเอกชนในไทยคงยังไม่สามารถกระจายประเภทผลผลิตได้ตามที่เสนอแนะ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็กหรือเป็น SMEs อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ประกอบการเอกชนรายเล็กก็รวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน (91,971 แห่ง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2563 ตามรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) หากการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเหล่านี้สามารถตกลงจัดทำระบบการกระจายประเภทและปริมาณผลผลิต รวมทั้งแผนปันผลอย่างยุติธรรมได้ (ดังเช่นสหกรณ์ที่ดี) ผู้ประกอบการเอกชนจะเข้มแข็งมากขึ้น สามารถต่อสู้กับความเสี่ยงได้ดีขึ้น

นอกจากนั้น รัฐสามารถเข้าช่วยกระตุ้นการกระจายประเภทผลผลิตของภาคเอกชนได้อย่างแน่นอน โดยให้แรงจูงใจบางอย่าง (ที่อาจคล้ายกับนโยบาย “ช้อปดีมีคืน”) แก่ผู้ประกอบการเอกชนที่กระจายประเภทผลผลิตของตนได้สำเร็จ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ช่วยกันคิด