เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ABC-Mart เล็งบุกไทย-อินโดนีเซีย
Business ABC-Mart เล็งบุกไทย-อินโดนีเซีย
ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
Finance ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
Real Estate รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
Economic ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
Politics กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
SD ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
Biz Movement ‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
Business AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
ดูทั้งหมด

“ธนาธร” เส้นทางที่ “แตกต่าง” กับ 5 คนดัง เกิดปีเดียวกัน

24 พ.ย. 2563 | 15:41น.

วันนี้ (24 พ.ย.63) “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ได้เดินทางไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อรายงานตัวตามหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา ในคดีที่ กกต. แจ้งความให้ดำเนินคดี เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ต่อ กกต. อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2561 มาตรา 151

หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งธนาธรปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เขาได้พบกับมวลชนจำนวนหนึ่ง ที่เดินทางมาให้กำลังใจ พร้อมกับนำเค้กอวยพรวันเกิดล่วงหน้า เนื่องจากวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย.63) เป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของธนาธร ซึ่งจะมีอายุครบ 42 ปีพอดี

เมื่อตรวจสอบว่าธนาธรเป็นคนเจเนอเรชั่นใด พบว่า สำหรับผู้ที่อายุ 42 ปี จัดเป็นคน “Gen-X” (เกิดระหว่างปี พ.ศ.2508-2522) ถือเป็นคนวัยทำงานในยุคปัจจุบัน อยู่กับเทคโนโลยีที่เริ่มทันสมัยและแพร่หลาย มีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มมีความอดทนน้อยลง มักจะตั้งคำถามว่าทำไมชีวิตต้องทน ในเมื่อมีโอกาสและตัวเลือกมากขึ้น

“คนเจนนี้ยังทำงานด้วยตัวเอง ยึดระบบชนชั้นน้อยลง เก็บออมและใช้เท่าที่มี เลือกทำงานที่ชอบ รักอิสระ และมีความคิดสร้างสรรค์แหวกกรอบ”

“ประชาชาติธุรกิจ” จึงรวบรวมรายชื่อคนดังในหลายวงการ ที่เกิดปี 2521 เช่นเดียวกับ “ธนาธร” เพื่อสำรวจว่าคนวัยเดียวกันนี้มีเส้นทางที่ “แตกต่าง” กับ “ธนาธร” อย่างไรบ้าง

ภาพจาก ข่าวสด

1.พันโท หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล (1 มกราคม พ.ศ. 2521) เป็นพระโอรสใน พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ประสูติแต่หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา และเป็นพระนัดดาในพลเอก มหาอำมาตย์เอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังเป็นพระภาดาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข้อมูลวิกิพีเดีย ระบุว่า หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล ทรงเข้ารับราชการทหารในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทยในพระยศว่าที่ร้อยตรี ทรงสำเร็จหลักสูตรการรบแบบจู่โจม รร.ร.ศร. ปีงบประมาณ 2553 จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าชุดซุ่มยิงศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล กองบัญชาการกองทัพไทย (ศตก.บก.ทท.) โดยทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรชั้นนายร้อย รุ่นที่ 128 ในปี พ.ศ. 2555 และได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยเอก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ มีใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้ ร้อยเอก หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เป็น พันโท

 

2.”อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ (5 ธันวาคม พ.ศ.2521) นางเอกระดับซุปตาร์ เข้าสู่วงการตั้งแต่ พ.ศ.2540 จากการประกวดสาวแฮ็คส์ ซึ่งอั้มคว้ารางวัลชนะเลิศ และเป็นสาวแฮ็คส์คนแรกของเวทีนี้ ก่อนจะร่วมงานกับช่อง 7 ในยุค “คุณแดง” สุรางค์ เปรมปรีดิ์ โดยการชักนำของ “แก้ว พรีเมียร์” และกลายเป็นนางเอกนัมเบอร์วันของช่องจนถึงทุกวันนี้

ภาพจากอินสตาแกรม aum_patchrapa

แม้จะเป็นนางเอกใจบุญ มีข่าวเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนและน้องหมาน้องแมวออกมาให้เห็นบ่อยๆ แต่ก็ยังมิวายที่นางเอกสาวถูกเรียกร้องให้ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองด้วย ท่ามกลางการชุมนุมที่มีต่อเนื่องในช่วงนี้

มติชน รายงานว่า ช่วงเดือนตุลาคม อั้มได้โพสต์อินสตาแกรมช่วยตามหาน้องหมา ตามที่มีคนฝากโพสต์ แต่ในโพสต์ดังกล่าวกลับมีชาวเน็ตจำนวนมากแห่ไปคอมเมนต์เชิงเรียกร้อง และไม่พอใจที่นางเอกดังไม่ออกมาพูดถึงเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้เลย แม้จะมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลางใจเมืองก็ตาม

ชาวเน็ตแขวะว่าเป็นกระบอกเสียงเรื่องหมาได้ แต่ทำไมเป็นกระบอกเสียงให้คนไม่ได้ ขณะเดียวกันมีคอมเมนต์อีกด้าน ที่ไม่เห็นด้วยกับการมากดดันและคุกคามสาวอั้มถึงในอินสตาแกรมแบบนี้ จนกลายเป็นดราม่าร้อนระอุ

3.”ป้อง” ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ (เกิด 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2521) เป็นนักแสดงชาวไทย เข้าวงการจากการเป็นหนุ่มแพรวปี 2000 หลังจากนั้นเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงกับบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด ก่อนเข้าวงการบันเทิง เคยรับราชการเป็นนักเศรษฐกรประจำกระทรวงการคลัง จบระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และระดับปริญญาโทที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพจากอินสตาแกรม pongnawat

“ป้อง” เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ออกมาแสดงความเห็นต่อประเด็นทางสังคมและการเมืองบ่อยครั้ง จนกลายเป็นขวัญใจชาวทวิตเตอร์

ย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ “ป้อง” ในฐานะทูตด้านฉลามขององค์กรไวด์เอด และพันธมิตรองค์กรอนุรักษ์ 8 องค์กร ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอความร่วมมือรัฐบาล สร้างบรรทัดฐานใหม่ปกป้องฉลาม เลิกเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐบาลทุกรูปแบบ

เดือนเดียวกันนี้ นักแสดงหนุ่มยังแสดงความเห็น กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ทำมือเป็นสัญลักษณ์หัวใจและมินิฮาร์ท (หัวใจขนาดเล็ก) หลังจบการแถลงที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เกี่ยวกับเหตุการณ์การกราดยิงและจับตัวประกันในศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 นครราชสีมา โดยป้องทวีตข้อความว่า

นายก โบกไม้โบกมือ ยิ้มแย้ม พูดเหน็บแต่เรื่องการเมือง สุดท้ายจบด้วยมินิฮาร์ท.. ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ลำพังคนไทยไม่เป็นไรครับ เราชินกับท่านแล้ว แต่อย่าลืมว่าข่าวนี้ออกไปทั่วโลก ประเทศอื่นเห็นผู้นำเราทำแบบนี้ มันน่าอาย

 

นอกจากนี้ “ป้อง” ยังได้แชร์ข่าวนายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ ที่ไม่แม้กระทั่งเอ่ยชื่อของคนร้าย หลังเกิดเหตุกราดยิง เพื่อไม่สนองให้คนร้ายมีชื่อเสียง และไม่ส่งต่อแนวความคิดหรืออุดมการณ์ความรุนแรง

โดยป้องทวีตข้อความประกอบข่าวนี้ว่า “ตัวอย่างผู้นำที่มีสมอง”

ต่อมา ชาวเน็ตที่มีความเห็นสอดคล้องกัน จึงผุดแฮชแท็ก #Saveป้องณวัฒน์ เพื่อสนับสนุนป้อง จนติดอันดับในโลกทวิตเตอร์

4.“เอ๋” สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนชื่อดังเจ้าของนามปากกา “นิ้วกลม” (เกิด 15 ตุลาคม พ.ศ. 2521) เป็นครีเอทีฟโฆษณา ผู้กำกับโฆษณา นักเขียน พิธีกรชาวไทย มีผลงานสร้างชื่ออย่าง โตเกียวไม่มีขา

จากเด็กฝึกงานที่ลีโอเบอร์เนตต์ บริษัททางด้านโฆษณาชื่อ เขาเข้าเรียนเพิ่มเติมการผลิตสื่อโฆษณาของสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (B.A.D. Bangkok Art Directors) จากนั้นเริ่มงานใหม่ที่ JWT มีผลงานสร้างสรรค์โฆษณาหลายชิ้น

กระทั่งก้าวสู่วงการน้ำหมึกด้วยการเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารเด็กแนว “อะเดย์” ก่อนตีพิมพ์รวมเล่มหนังสือหลายเล่ม

นอกจากนั้นเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ทางช่องไทยพีบีเอส ได้แก่ รายการพื้นที่ชีวิต, รายการเป็นอยู่คือ, รายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอด และรายการ Status Story

นิ้วกลมยังมีสำนักพิมพ์ของตัวเอง ใช้ชื่อว่า KOOB ที่มาจากคำว่า BOOK ย้อนกลับหลัง

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา เขาได้สร้างความฮือฮาด้วยการแสดงความเห็นทางการเมือง ในหัวข้อ “ขอบคุณความกล้าหาญ” ซึ่งยอมรับว่าก่อนหน้านี้ตัวเอง “กลัวถูกเกลียด” ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

“ภาพและคลิปที่ผู้ชุมนุมยืนเรียงแถวแล้วส่งต่อของไปเรื่อยๆ รวมถึงการส่งเสียงเพื่อสื่อสารกับ ‘เพื่อน’ ผู้ร่วมชุมนุมเป็นทอดๆ ทำให้รู้สึกถึงพลังของ ‘ประชาชน’ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้จริงๆ และทำให้เห็นว่าทุกคนล้วนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ความรู้สึกเช่นนี้เป็นความรู้สึกที่มีพลังมาก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ย้อนกลับไปมองว่าอะไรหรือใครกันหรือที่ทำให้ผู้คนมากมายกล้าหาญและตื่นตัวกันขนาดนี้ ผมนึกถึงอะไรหลายอย่าง ผู้คนหลายคนที่ขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้องมายาวนาน หลายคนที่พยายามอธิบายปัญหาเชิงโครงสร้างให้เข้าใจ ผมเรียนรู้ผ่านนักวิชาการ อาจารย์ นักเขียน สำนักพิมพ์ และสื่อที่ทุ่มเททำงานหนัก (สนพ.อย่างฟ้าเดียวกัน อ่าน วิภาษา สมมติ สามัญชน มติชน ฯลฯ นักเขียนจำนวนมาที่ไล่ชื่อไม่หมด สื่อ ดารา นักร้อง ผู้กำกับ และอีกหลายคนซึ่งไม่สามารถกล่าวได้หมด) องค์กรด้านกฎหมายอย่าง iLaw ที่ต่อสู้และให้ความรู้ต่อเนื่อง ผมเฝ้ามองนักศึกษา นักเรียน หนุ่มสาว ที่ต้องคารวะในความกล้าหาญของพวกเขาอย่างยิ่ง มีผู้คนมากมายหลายคนที่เสี่ยงภัยทั้งที่ถูกกระทำจากผู้มีอำนาจ บางคนเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธงาน ถูกแฟนๆ เลิกติดตาม หลายคนถูกจับ และน้องๆ อีกหลายคนต้องทะเลาะกับพ่อแม่ ครูอาจารย์ บางคนถูกตัดญาติ เพื่อนแอนตี้เพราะทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน รวมถึงอีกหลายคนที่เผชิญหน้ากับการสลายการชุมนุมอย่างกล้าหาญ คนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับ ‘ประชาชน’ ผู้ทรงพลังที่ยืนเรียงแถวกันในม็อบแล้วส่งต่อของหรือส่งเสียงบอกต่อกันไปเป็นทอดๆ

ทุกคนล้วนสำคัญทั้งนั้น

เพราะผมเชื่อว่า ความกล้าหาญและทุ่มเทของคนหนึ่งคนนั้นเขย่าหัวใจของคนที่ยังลังเลว่าจะแสดงออกอย่างไร เป็นแรงกระเพื่อมไปเรื่อยๆ

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ขี้ขลาด แน่นอนว่า ถ้าเป็นเพื่อนใกล้ชิดย่อมรู้กันดีว่า ผมอยู่ข้างฝั่งประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของคสช. มาโดยตลอด แต่ผมไม่กล้าหาญพอที่จะแสดงทัศนะที่ชัดเจนต่อสาธารณะ และคิดเสมอว่ายังอยากพูดคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองกันด้วยเหตุผลอยู่เสมอ กระทั่งถึงตอนที่พิมพ์อยู่นี้ และแสดงออกเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาที่คิดว่าต้องส่งเสียงออกไปบ้าง แต่เทียบกับคนที่ทุ่มเทแล้วก็เหมือนเสียงกระซิบ

ผมกลัวถูกเกลียด – ชัดๆ ตรงๆ นี่คือรากความกลัว

แต่ในคืนวันสลายการชุมนุม หัวค่ำวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีเพื่อนๆ น้องๆ ที่รู้จักกันหลายคนอยู่ในม็อบ บางคนแสบตาจากสารเคมีสีฟ้าที่ฉีดเข้ามาในม็อบซึ่งชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธ บางคนวิ่งหนีอย่างโกลาหลด้วยความตระหนกตกใจ ทำให้รู้สึกโกรธ เศร้า สิ้นหวัง และไม่อาจแสดงออกเฉพาะในกลุ่มเพื่อนได้อีกต่อไป เพราะรับรู้ถึงความทุกข์และเจ็บปวดจาก ‘เพื่อน’ ทั้งที่เป็นเพื่อนใกล้ชิดและเพื่อนร่วมสังคม

ผมอ่านสเตตัสของตุล-คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ที่บอกว่าความรู้สึกเวลาไปม็อบคือต้องการไป ‘อยู่ตรงนั้น’ เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อน ซึ่งหมายถึงคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในสังคมไทยในสภาพที่เป็นอยู่ เวลาใครไปม็อบ เขาจะบอกว่า “แล้วเจอกัน” ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเจอไหม แต่ ‘เจอกัน’ นั้นหมายถึงการส่งกำลังใจและยืนยันว่า ‘กูอยู่ข้างมึง’ ผมซาบซึ้งใจกับ ‘เพื่อน’ ในความหมายนี้

ไม่ใช่แค่เพื่อนที่เราคบหากัน แต่คือเพื่อนที่เดือดร้อนและทุกข์ทนกับอำนาจที่ไร้ความเป็นธรรม ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ทำให้ความเป็นอยู่ สิทธิ เสรีภาพ สวัสดิการ การตรวจสอบไม่สามารถนำมาถกเถียงได้อย่างเสรีและเท่าเทียมกัน

ฉะนั้น เพื่อนจึงช่วยเพื่อนร่วมผลักดันให้เกิด #การเมืองดี เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

หลายคนพูดชัดว่า ไม่ได้ต่อสู้กับตัวบุคคล แต่กำลังต่อสู้กับโครงสร้าง กฏกติกา และความไม่ถูกต้อง สิ่งที่พวกเขากำลังต่อสู้มิใช่เพื่อโค่นล้มสถาบันใด หากคือต้องการชวนคิดชวนคุยด้วยเหตุผลเพื่อปรับเปลี่ยนในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนปรับให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้หากฝ่ายมีอำนาจรับฟัง และออกแบบวิธีเพื่อเปิดพื้นที่ให้เสียงที่หลากหลายได้แลกเปลี่ยนกัน และมีส่วนร่วมในการหาทางออกร่วมกัน มิใช่เอาแต่กดทับและปราบปราม

ผมอ่านสเตตัสของหมออ๊อฟ (เพื่อนในเฟซบุ๊ก) ซึ่งเขียนว่า คนที่ไม่ยอมแสดงตัวว่าเลือกสนับสนุนฝ่ายไหนเพราะคิดว่าทุกฝ่ายล้วนสกปรก ทุกฝ่ายล้วนมีคนชั่วหรือพฤติกรรมแย่ๆ อยู่ในนั้น ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น ใครๆ ก็รู้กันว่าทุกฝ่ายหรือทุกม็อบก็ต้องมีคนที่ทำพฤติกรรมแย่ๆ เลวๆ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ไม่ส่งเสียงสนับสนุน ‘ประเด็นสำคัญ’ ของการเคลื่อนไหว เพราะระหว่างขับเคลื่อนไป เราก็วิพากษ์วิจารณ์คนที่ทำผิดในฝั่งเดียวกันได้ด้วย ตักเตือนกันได้ และการเป็นสมาชิกในสังคมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจำเป็นต้องยอมร่วมขบวนที่มีริ้วรอยแปดเปื้อนบ้าง หากคงตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่องตลอดก็จะไม่ได้ใช้พลังของตัวเองเลย – อ่านจบ ผมรู้สึกว่าสเตตัสนี้เขย่าใจตัวเองไม่น้อย

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น และเห็นด้วยกับหมออ๊อฟและตุลว่า การร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นคือการร่วมทางไปด้วยกัน ย่อมมีรายละเอียดที่ชวนหงุดหงิดหรือคลุกดินคลุกฝุ่นบ้าง หากนั่นแหละคือหนทางของความรู้สึก ‘เป็นพี่เป็นน้อง’ ทางสังคม

อย่างน้อยผมก็ยังรู้สึกโอเคที่ตัวเองรู้สึกรู้สากับผู้ชุมนุมในวันสลายม็อบ ผมคิดว่า ในฐานะคนในสังคมเดียวกัน แม้คิดแตกต่าง อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรถึงขั้นสะใจเมื่อเกิดการกระทำรุนแรงขึ้นไม่ว่ากรณีใด (เหตุใดการสลายชุมนุมจึงรุนแรง มีผู้อธิบายไว้มากมายแล้ว)

และต้องยอมรับว่า ภาพการสลายการชุมนุมซึ่งจัดขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และพร้อมแยกย้ายในค่ำคืนเดียว แถมยังเต็มไปด้วยเยาวชนในค่ำคืนนั้น ทำให้รู้สึกว่า อย่างน้อยก็ขอเป็นอีกคนหนึ่งที่ยืนข้างๆ เพื่อนพี่น้องที่กำลังต่อสู้กับความไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

ผมเองไปร่วมชุมนุมมาบางครั้ง แต่ไม่ได้แสดงออกในที่สาธารณะ เพราะอย่างที่บอกว่า ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำ ถึงวันนี้ผมอยากขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่แสดงออกในทุกวิธี ที่ช่วยเพิ่มความกล้าหาญให้ตัวผมเองมากขึ้น

ยิ่งคนออกมามาก ยิ่งปลอดภัย – ผู้ชุมนุมมักบอกกันแบบนี้

ผมคิดว่า การแสดงออกทางการเมืองไม่ควรเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แม้คิดไม่ตรงกันก็ฟังกันได้ แลกเปลี่ยนกันได้ แต่ถ้าผิดหวังและทนไม่ไหวจริงๆ หากต้องแยกทางก็คงจะต้องเป็นไปตามนั้น วันข้างหน้าอาจมีเหตุบางอย่างทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นก็เป็นได้

ผมเองเคารพทุกความคิดเห็น ความศรัทธา และความรู้สึก ยกเว้นความรู้สึกสะใจหรือยินดีที่ได้เห็นคนอื่นถูกกระทำรุนแรงและคุกคาม ผมคิดว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นภัยต่อตัวท่านเองและเป็นพิษต่อสังคม

สำหรับเพื่อนพี่น้อง ญาติ และผู้อ่านผู้ชมทุกคนที่คิดไม่เหมือนกัน ผมยังเคารพรักและปรารถนาดีต่อทุกคนไม่เปลี่ยนแปลง อย่างที่เคยเขียนไป–เรายังคบกันได้ แต่ถ้าใครหงุดหงิดใจจนอยากแยกทางกันไปก็เข้าใจเช่นกันครับ

เขียนมาทั้งหมดเพื่อขอบคุณทุกคนที่ทำให้ผมกล้าหาญขึ้น เพื่อน น้อง พี่ ทุกคนจริงๆ ครับ ผมขอเป็นส่วนหนึ่งกับ ‘เพื่อน’ ร่วมสังคมที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้เป็นธรรมมากขึ้น ขอต่อแถวส่งหมวกส่งร่มและส่งเสียงอยู่ในขบวนการชุมนุมโดยสงบด้วยคน

แล้วเจอกันครับ

III”

ภาพจาก ข่าวสด

5.แมนนี่ ปาเกียว (17 ธันวาคม พ.ศ.2521) นักมวยสากลที่โด่งดังที่สุดในเอเชีย เจ้าของฉายา “เดอะแพ็คแมน” กวาดแชมป์โลกมากถึง 8 รุ่น

“ปาเกียว” เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็นนักมวยอาชีพ ก่อนก้าวเข้าสู่วงการมวยสากลอาชีพ เมื่อปี 2538 เน้นสไตล์การชกที่รัวหมัดใส่ไม่ยั้ง สู้ไม่ถอยแม้จะล้มลงไปแล้วก็ตาม

เขาเคยเอาชนะนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งกาจได้ถึง 2 คน คือ “โชคชัย โชควิวัฒน์” และ “ฉัตรชัย สาสะกุล” โดยเฉพาะฉัตรชัย เป็นการเอาชนะน็อกไปโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และยังเป็นผู้แย่งตำแหน่งแชมป์โลกในรุ่นฟลายเวทไปจากฉัตรชัย

เมื่อปี 2558 เขาได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยการชกกับ “ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์” ซึ่งท้ายที่สุดกรรมการลงคะแนนเอกฉันท์ให้ “เมย์เวทเธอร์” เป็นฝ่ายชนะ ทั้งที่ “ปาเกียว” ออกหมัดมากกว่า ทำให้สังคมออนไลน์พากันหัวร้อน ออกมาทวีตข้อความล้อ “เมย์เวทเธอร์” ที่เอาแต่วิ่งไปรอบๆ แต่กลับเป็นฝ่ายชนะ

ภาพจาก ข่าวสด

ในปี พ.ศ. 2550 “ปาเกียว” ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในระดับเทศบาลของกรุงมะนิลา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งไปแบบขาดลอย

ต่อมาในกลางปี พ.ศ. 2553 ปาเกียวได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดซารังกานี ในการเลือกตั้งทั่วไป และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ขาดลอยจากคู่แข่งเป็นอย่างมาก

“ปาเกียว” สนใจในการเมืองมานานแล้ว และยังเปรยหลายครั้งว่า หากได้เล่นการเมืองและได้รับเลือกตั้งอาจจะแขวนนวมเนื่องจากครอบครัวต้องการให้เลิกชกมวย

ขณะที่ปี พ.ศ.2559 เขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น โดยพูดถึงเพศที่สามว่า “น่ารังเกียจและต้อยต่ำกว่าสัตว์” สร้างความไม่พอใจในหมู่บรรดาเพศที่สามเป็นอย่างมาก

แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาขอโทษ แต่เขาก็ยังคงไม่เห็นด้วยกับเรื่องรักร่วมเพศ เพราะขัดกับหลักความเชื่อทางศาสนา

ต่อมา “ไนกี้” บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาชั้นแนวหน้าของโลก ได้ออกแถลงการณ์ยุติสัญญากับ “ปาเกียว” ในแถลงการณ์ระบุว่า

“เราได้ทราบถึงความคิดเห็นอันน่ารังเกียจของ แมนนี ปาเกียว เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ไนกี้ ได้ต่อต้านการเลือกปฏิบัติใดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศมาโดยตลอด และจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน เราได้ให้การสนับสนุนและยึดมั่นกับสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศมาโดยตลอด และนับจากนี้เราไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับ แมนนี ปาเกียว อีกต่อไป”   

 

 

 

 

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ