สุพัฒนพงษ์ ลั่นปี’64 แจ้งเกิด EV เปิดเสรีก๊าซ กระตุ้นลงทุน 1.2 แสนล้าน
กระทรวงพลังงาน เผยผลการดำเนินงานปี 2563 ให้การช่วยเหลือทั้งภาคประชาชนและธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจสู้ภัยโควิด-19 พร้อมวางแนวทางขับเคลื่อนพลังงานในปี 2564
มุ่งเน้น 3 ด้านหลักสำคัญ สร้างพลังงานเข้มแข็ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการลงทุนพลังงานสะอาด ผลักดันเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หวังสร้างเม็ดเงินลงทุนในปีหน้ากว่า 1.2 แสนล้านบาท นำไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ยันไทยได้เห็นแผนลงทุนรถยนต์อีวี ไตรมาส 1 ปีหน้า
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของกระทรวงพลังงานในปี 2563 ว่า การดำเนินงานหลัก ๆ ได้มุ่งเน้นการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
โดยมาตรการลดรายจ่ายประชาชนในช่วงโควิด เช่น การลดค่าไฟฟ้า LPG NGV ฯลฯ รวมมูลค่า 49,836 ล้านบาท ส่วนการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศ ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมเข้าภาครัฐ 129,932 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานท้องถิ่น

พร้อมทั้งยังกำหนดให้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานครั้งแรกของประเทศช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ขับเคลื่อนพลังงานชุมชน สร้างชุมชนต้นแบบลดใช้พลังงาน ซึ่งทั้งมาตรการช่วยเหลือและสร้างรายได้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.79 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบายพลังงาน ปี 2564 นั้น เนื่องจากทั่วโลกยังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจจากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น นโยบายต่าง ๆ จึงมุ่งเน้นด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฝ่าฟันไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2563
โดยในปี 2564 กระทรวงพลังงานได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนพลังงานไทยใน 3 ด้านหลักสำคัญ คือ ด้านการสร้างพลังงานเข้มแข็ง จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบการพัฒนาของภาครัฐและเป็นกรอบการลงทุนที่ชัดเจนของภาคเอกชน ผลักดันความชัดเจนเรื่องลดสำรองไฟฟ้า
รวมทั้งเดินหน้าส่งเสริมแข่งขันเปิดเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า กำหนดเป้าหมายขับเคลื่อน EV เพื่อกระตุ้นการลงทุน รวมถึงเตรียมความพร้อมการเปิดประมูลสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 23 การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา (OCA) และกำหนดการส่งเสริมการลงทุนปิโตรเลียมระยะที่ 4 ในพื้นที่ EEC
ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จะกระตุ้นยอดขาย B10 กำหนดให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันเบนซินหลัก
โดยผลักดันให้โรงกลั่นผลิต G-base ได้ตามมาตรฐานภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 และร่วมขับเคลื่อนโครงการชุมชนทั่วประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และด้านการส่งเสริมการลงทุนพลังงานสะอาด โดยจะเร่งรัดการลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง 150 เมกะวัตต์ ส่งเสริมกระตุ้นการลงทุนโรงไฟฟ้าขยะ ส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปให้เติบโต 100 เมกะวัตต์ ริเริ่ม ESCO ภาครัฐเพื่อลดใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้เกิดการลงทุน ทั้งนี้ คาดว่าในภาพรวมของการขับเคลื่อนนโยบายในปี 2564 ดังกล่าว จะสามารถสร้างเม็ดเงินลงทุนให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศประมาณ 127,932 ล้านบาท
ส่วนมาตรการเยียวยานั้น กระทรวงฯพร้อม อนุมัติ อำนาจพิจารณาตามมติ กบง. หากพบมีการระบาด ครอบคลุมล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่ทั้งนี้ มองว่าสถานการณ์น่าจะดีกว่าต้นปีที่เป็นการระบาดรอบแรก กรณีการยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษา E20 อย่างไรก็ตาม แผนที่จะดำเนินการในปี 2564 แผนพลังงานแห่งชาติจะกลับมาทบทวนใหม่หมด เนื่องจากอนาคตจะเกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ และต่างประเทศ
อาทิ สิงคโปร์ มีความต้องการนำเข้าไฟฟ้าผ่าน ลาว เมียนมา สามารถใช้กำลังผลิตที่เหลือนำไปจำหน่าย โดยพิจารณาควบคู่ความต้องการการส่งเสริมก๊าซเรือนกระจก โดยนำข้อมูลทิศทางพลังงานโลก มาประเมิน ระยะยาว 20 ปีและจะมีการอัพเดตทุก 3 ปี 5 ปี
สำหรับงบประมาณจัดสรรในการช่วยเหลือชุมชน 2,400 ล้านบาท จังหวัดละ 25 ล้านบาท โดยพิจารณารายโครงการ กรณีพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง สามารถเพิ่มงบประมาณได้ 500 ล้านบาท โดยกระทรวงมหาดไทยจะมีคณะกรรมการบริหาร พิจารณากลั่นกรอง โครงการ หลังปีใหม่จะเริ่มประชุมแผนกับท้องถิ่น
“แผนรถยนต์อีวียืนยันว่ามีแผนที่จะผลิตในประเทศ ดังนั้น จะมีการทำงานอย่างจริงจังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาทุกมิติ คาดว่าไตรมาส 1 ปีหน้าจะเห็นความชัดเจนว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร”