สัมภาษณ์
นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจว่า การขับเคลื่อนธุรกิจ บี.กริม ในปี 2564 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ว่า ได้มีมติปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อรองรับการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดยให้ “นายฮาราลด์ ลิงค์” ประธาน บี.กริม ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม พาวเวอร์บริษัทลูกด้านการผลิตไฟฟ้า
ส่วน นางปรียนาถ สุนทรวาทะ จะดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และปรับเปลี่ยนบทบาทจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาเป็นกรรมการบริหาร บี.กริม พาวเวอร์ เพื่อไปทำหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อขยายสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าในต่างประเทศอีก 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2564
รวมถึงการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและลำเลียงก๊าซแอลเอ็นจี หลังจากได้ใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้เป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG “นายฮาราลด์ ลิงค์” ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” หลังรับตำแหน่ง ถึงโอกาสและความท้าทายการขับเคลื่อนแผนลงทุน 50,000 ล้านบาท ปี 2564 เพื่อปิดดีลโรงไฟฟ้าใหม่อีกกว่า 1,000 เมกะวัตต์
มุ่งให้สังคมได้ใช้สิ่งที่เชี่ยวชาญ
บี.กริม ดำเนินธุรกิจในไทย 150 ปี เราสามารถบอกได้ว่า บี.กริมเองทำธุรกิจโดยไม่หวังผลกำไร เราเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ อย่างเช่น การเป็นผู้สื่อข่าวทำอาชีพนี้เรารักและอยากได้ข่าวที่คนสนใจ เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบผลตอบแทนคือค่าจ้างจากองค์กรต้นสังกัด เช่นเดียวกับบี.กริมที่เรามีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานไฟฟ้าก็ต้องการให้สังคมได้ใช้ในสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเชี่ยวชาญ
เราจึงมีพาร์ตเนอร์จำนวนมากใช้บริษัทลูกจับมือกัน เพื่อสร้างและขยายธุรกิจใหม่ขึ้นมาที่เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับบริษัท อย่างการจับมือนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเขามีสถานะเป็นผู้พัฒนาพื้นที่ขายและให้เช่าโรงงานอุตสาหกรรม มีการบริหารจัดการแบบเป็นระบบ เรามีแผนทำโรงไฟฟ้าร่วมกันใน 7 นิคมอุตสาหกรรม ขนาด 140 เมกะวัตต์ เพื่อขายไฟให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม เพราะเขามีลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก
ปี 2563 ที่ผ่านมา เราได้ใช้โอกาสในการลงทุนธุรกิจในต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม ลาว เกาหลีใต้ มาเลเซีย และที่กัมพูชา เป็นที่น่าดีใจ เพราะ บี.กริมเองคือรายแรกที่เป็นผู้ได้รับสิทธิในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farm)
ซึ่งเสร็จทันตามกำหนด ตั้งอยู่ในเมืองศรีโสภณ จังหวัดบันทายมีชัย ประเทศกัมพูชา ขนาดกำลังการผลิต 39 เมกะวัตต์ ได้รับอนุมัติให้สามารถดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้แล้วเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ส่วนในประเทศเราได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทในไทย ที่มีกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในประเทศ
ปิดดีลโรงไฟฟ้าไตรมาส 1/64
ในแผนของปี 2564 บี.กริมเตรียมเงินลงทุนไว้ 50,000 ล้านบาท โดยมีแผนสำหรับที่ต้องดำเนินการต่อ คือ การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่เดิมในมือ ทั้งหมด 3,682 เมกะวัตต์ ที่เป็นกำลังการผลิตจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 3,089 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ยังมีดีลที่จะบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการและร่วมลงทุน (M&A) ช่วงไตรมาส 1/2564 หลายโครงการ อย่างโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาอีกประมาณ 900-1,000 เมกะวัตต์ ที่จะมาจากการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนนี้จะทำให้ บี.กริมสามารถรับรู้รายได้เลยทันที ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาด 16 เมกะวัตต์ที่ จ.มุกดาหาร
ในส่วนของดีลต่างประเทศ เช่น ดีล M&A โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศมาเลเซีย ขนาด 200-350 เมกะวัตต์ ที่ COD ไปแล้ว และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในไทยอีก 2-3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 300-360 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งในหลายโครงการที่คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ในไตรมาส 1/2564
รวมถึงโครงการพลังงานลมในเวียดนาม 1-2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 100-200 เมกะวัตต์ ที่มีดีลการเจรจาเพื่อร่วมทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมดังกล่าว เราเองคาดหวังว่าการเจรจาสำหรับรายนี้จะจบได้ไตรมาส 1/2564 เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ โครงการเช่นกัน เพื่อที่เราได้เริ่มก่อสร้างให้เสร็จตามที่กำหนด COD ไว้คือปลายปี 2564
ส่วนดีลสุดท้ายคือการเจรจาร่วมทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ ที่เราคาดว่าจะปิดดีลได้ในช่วงไตรมาส 1/2564 เช่นกัน ขณะที่โครงการใหม่ในส่วนต่าง ๆ ที่เหลือถึงจะมี แต่ก็ยังต้องใช้เวลาก่อสร้างอีก 1-2 ปี แน่นอนว่าแผนการเพิ่มกำลังการผลิตจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะ บี.กริมมีเป้าขยายการลงทุนต่อเนื่องไปถึงปี 2568 ที่จะนำไปสู่กำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 7,200 เมกะวัตต์
กกพ.ไฟเขียวนำเข้า LNG
ล่าสุด กกพ.ได้ให้ใบอนุญาตใบประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (shipper) กับทาง บี.กริม ซึ่งจะทำให้เราสามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้จำนวนถึง 650,000 ตัน/ปี ขณะนี้รอใบอนุญาตนำเข้าจาก กกพ. เพื่อที่ลอตแรกเราจะได้เริ่มนำเข้า LNG ตามที่ได้โควตาจำนวน 250,000 ตันก่อน ในครึ่งปีหลัง 2564
จากนั้นในปี 2565 จะเพิ่มเป็น 350,000 ตัน และปี 2566 จะเต็มจำนวนที่ 650,000 ตัน การนำเข้าดังกล่าวจะใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 5 โรง และจะขอเพิ่มการนำเข้าเพื่อใช้กับ SPP อีก 13 โรง
บี.กริมเองยังต้องการที่จะต่อยอดการนำเข้า LNG นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่จะขายให้กับลูกค้าในโรงงานอุตสาหกรรม และใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพราะพบว่ามีความต้องการจำนวนมาก ด้วย LNG คือเชื้อเพลิงที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต และแม้ว่า บี.กริมจะเป็นพาร์ตเนอร์กับทาง ปตท. ซึ่งเป็นผู้นำเข้า LNGอยู่แล้ว แต่เราซื้อในราคาแพง การที่เรานำเข้าเองจึงได้ราคาที่ถูกกว่า
“ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้จำหน่าย LNG ตลาดโลก ประมาณ 20 ราย เพื่อจะทำสัญญาระยะยาว 70-80% และตลาดจร (spot) อีก 20% แต่เราก็จะต้องยื่นเรื่องไปยัง กกพ. ขอนำเข้าเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้วย”
พาร์ตเนอร์รายใหม่
เรามีแผนจะทำงานร่วมกับทั้งรัฐและเอกชน เพราะต้องการจะหาช่องทางในการขยายโอกาสการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ มันจะมีธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เรามีกลุ่มลูกค้าห้าง โรงแรม เป็นกลุ่มใหม่ที่เขาต้องการให้เราเสนอแผนงานการบริหารจัดการด้านพลังงานในตัวอาคารให้ ซึ่งเรายังเปิดเผยไม่ได้ว่าเป็นใคร
ส่วนพาร์ตเนอร์ที่เราเคยร่วมกับหน่วยงานรัฐมาก่อนหน้านี้ เราก็ยังทำกันต่อ อย่างกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ กฟภ. เป็นการเข้ามาช่วยพัฒนาโครงข่ายและสายส่ง หรือโครงการระบบไมโครกริด ระบบสมาร์ทไมโครกริดต่าง ๆ ในอนาคต ซึ่งมันรวมไปถึงการต่อยอดธุรกิจไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ห่างไกล
พาร์ตเนอร์รายอื่นอย่างกลุ่มอมตะ เขาก็เป็นพาร์ตเนอร์ที่เราจับมือกันเข้าไปพัฒนาเรื่องสมาร์ทต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมของเขา และกับนิคมอุตสาหกรรมเอเชียคลีน สำหรับรายนี้เราจับมือกันรูปแบบพาร์ตเนอร์ที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าร่วมกันในจังหวัดระยอง เราไม่ใช่จะขายแค่ในนิคมอุตสาหกรรม แน่นอนว่าประโยชน์จากส่วนอื่นคือ นอกนิคมอุตสาหกรรมก็คือเป้าหมายของเรามันจะขยายไปถึงมาบตาพุด ไปถึงสนามบินอู่ตะเภา ในอู่ตะเภานี้เรากำลังมองพาร์ตเนอร์ภาครัฐเช่นกัน คือ กองทัพอากาศ ว่าจะต่อยอดเรื่องของอู่ตะเภาได้อย่างไร
กระแสโควิดระลอกใหม่
แผนงานทั้งหมดเราหารือกันในท่ามกลางที่การระบาดของโควิด-19 กำลังระบาดรอบใหม่ แต่เราก็ยังคงตั้งรับกับมัน บี.กริมเองเชื่อว่ากำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะไม่ลดลงเหมือนในช่วงแรกที่พบการระบาดที่ทำให้ช่วงเดือน พ.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงต่ำที่สุดแล้ว ซึ่งขณะนั้นภาคอุตสาหกรรมลดการผลิตลง 20% แต่ทางกลับกันเรากลับเห็นกลุ่มลูกค้าอิเล็กทรอนิกส์ย้ายฐานมาที่ไทย เพราะเราสามารถคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ดี
แม้สถานการณ์จะยังไม่ดีขึ้น แต่ว่ารายได้ของบริษัทส่วนใหญ่ยังมาจากลูกค้าในกลุ่มภาครัฐ เพราะเรามีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในสัดส่วน 70-80% ส่วนที่เหลืออีก 20% มาจากรายได้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม
นับจากนี้แผนของ บี.กริมจะไม่หยุดแค่ปี 2564 หรือ 5 ปี เพราะเราอยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินงานในอนาคต นอกเหนือจากธุรกิจไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศแล้วยังคงมุ่งไปสู่ธุรกิจต่อเนื่องรองรับดิจิทัลเพิ่ม