ไทยพาณิชย์ หนุนไทยตั้งรับจีนแห่ลงทุนดันเม็ดเงิน FDI สะพัด 5.15 หมื่นล้าน
ไทยพาณิชย์1
ไทยพาณิชย์ แนะไทยเกาะติดนักลงทุนจีน หลังตัวเลขลงทุนโดยตรง FDI จีนสะพัดมาไทยเพิ่มขึ้นจาก 0.3% เพิ่มเป็น 1% ของมูลค่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์ มั่นใจปักฐานลงทุนไทยเชื่อมศูนย์กลางขยายตลาดสู่อาเซียน เน้นภาคบริการ-เทคโนโลยี เผยยอดขอส่งเสริมการลงทุนพุ่งแซงญี่ปุ่น 9 เดือนแรกปี 63 ได้รับอนุมัติโครงการ 5.15 หมื่นล้านบาท ชี้ มีโอกาสเพิ่มพันธมิตรร่วมทุน-หนุนเครือข่ายสาขารับธุรกรรม พร้อมประเมินลงทุนต่างประเทศของโลกติดลบ 10% จากปีก่อนลบหนัก 30-40%
นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น หากย้อนไปในช่วง 5 ปีก่อน สัดส่วนการลงทุนของจีนในไทยไม่ได้อยู่ในอันดับ 5 แต่ในปี 2561 ประเทศจีนขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ขึ้นมาแทนประเทศญี่ปุ่นที่เคยเป็นอันดับ 1 ในการลงทุนในตลาดไทย
ทั้งนี้ หากดูสัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของจีน พบว่า ในปี 2562 มีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมอยู่ที่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์ โดยเป็นการลงทุนในอาเซียนสัดส่วนประมาณ 11% และไทยมีสัดส่วนประมาณ 1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2558 ที่มีสัดส่วนการลงทุนสะสมเพียง 0.3% เท่านั้น แม้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังค่อนข้างน้อย และหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น CLMV ที่มีสัดส่วนการลงทุนถึง 4% โดยเฉพาะการลงทุนในเวียดนามที่ค่อนข้างโดดเด่น สะท้อนว่าการลงทุนในไทยยังค่อนต่ำเมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน

อย่างไรก็ดี ธนาคารได้ทำผลสำรวจผู้บริหารบริษัทจีนขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวน 326 ราย แต่มีจำนวน 170 รายที่มีการลงทุนหรือเกี่ยวข้องกับไทย พบว่า นักลงทุนจำนวน 2 ใน 3 ให้ความสนใจที่จะขยายการลงทุนมายังไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ มองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีความพร้อมและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่จะสามารถก้าวเป็นศูนย์กลางแห่งอาเซียน และเพื่อเชื่อมโยงตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากมุมมองในอดีตที่มองว่าประเทศไทยเป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น
ขณะที่อุตสาหกรรมที่ให้ความสนใจของนักลงทุนจีนมีการกระตัวมากขึ้น จากเดิมจะกระจุกตัวในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก และอุตสาหกรรมหนัก เช่น การลงทุนในระบบรางขนส่ง รถไฟ เป็นต้น หันมาลงทุนบริการ สาธาณูปโภค เทคโนโลยี หรือการตั้งสำนักงานทนายความรองรับนักธุรกิจจีน ดังนั้น จากการกระจายการลงทุน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนมีขนาดเล็กลง ซึ่งจากเดิมจะเฉลี่ยอยู่ในหลัก 1,000 ล้านบาท อาจปรับลดลงเหลือเพียง 500 ล้านบาท แม้ว่ามูลค่าจะมีขนาดเล็กลง แต่จะเห็นปริมาณจำนวนโครงการลงทุนมีมากขึ้นเกินความคาดหมาย
“เม็ดเงินการลงทุนของจีนมาไทยจะมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเกินความคาดหมาย ซึ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนจีนเข้ามามากขึ้น และซับเซ็กเตอร์การลงทุนมีมากขึ้น ทำให้ต้องการพันธมิตรร่วมธุรกิจและขายบริการต่าง ๆ ให้นักลงทุน แต่ความเสี่ยงก็มีเมื่อจีนเข้ามาในตลาดไทยจะทำให้สมการการแข่งขันเปลี่ยนไป ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องตั้งรับมือไว้”
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจจีนของธนาคารนั้น จะทำผ่านสาขาเครือข่ายที่มีอยู่ โดยเฉพาะ สาขาเซี่ยงไฮ้ สาขาฮ่องกง และสำนักงานผู้แทนกรุงปักกิ่ง โดยมีทีมงานที่มีความเชียวชาญในการให้บริการลูกค้า โดยที่ผ่านมาธนาคารมีฐานลูกค้าจีนที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีฐานะการเงินที่ค่อนข้างมั่นคง และในช่วงที่ผ่านมาพอร์ตสินเชื่อลูกค้าจีนไม่ได้มีปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เนื่องจากธนาคารมีการคัดกรองลูกค้าตั้งแต่ต้นทางในประเทศจีน ทำให้พอร์ตลูกค้ามีประสิทธิภาพ และในอนาคตธนาคารได้เตรียมความพร้อมรองรับลูกค้าและกระแสเงินลงทุนที่จะไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่จะทำให้การลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนจีนชะลอตัว เนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้ามาเจรจาแบบ Face to Face ได้ จึงทำให้ในครึ่งแรกของปี 2564จะมีผลต่อการตัดสินใจ แต่เชื่อว่าภายในครึ่งหลังของปีเห็นการตัดสินใจการลงทุนมากขึ้น เพราะไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจในการลงทุนของจีน

ทั้งนี้ หากดูข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของโลก จากการประเมินของ UNCTAD ในปี 2564 ยังมีแนวโน้มหดตัว -10% จากปีก่อนที่หดตัวสูงถึง -30-40% หรือคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2558 ที่มีเม็ดเงินลงทุน 2.04 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบน้อยสุด โดยเม็ดเงิน FDI หดตัว -12% เมื่อเทียบกับภูมิภาคยุโรปที่หดตัว -100% สะท้อนการควบคุมโควิด-19 ได้ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ดี หากดูเครื่องชี้วัดของไทย จะพบว่า ในช่วง 9 เดือนของปี 2563 เทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แม้จะมีอัตราการหดตัว -19% แต่จะเห็นว่าการอนุมัติโครงการมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากการยื่นขอในช่วง 2-3 ปีก่อน ทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนเข้ามาในไทยต่อเนื่อง และปัจจุบันการขอส่งเสริมการลงทุนของจีนขึ้นแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นมาเป็นอันดับ 1 แล้ว ทั้งนี้ มูลค่าเงินทุนที่ได้รับอนุมัติของจีนอยู่ที่ 5.15 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมอยู่ที่ 2.21 หมื่นล้านบาท
“ในปี 63 จะเห็นว่าญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมการลงทุน BOI มากที่สุด แต่จีนได้รับการอนุมัติการลงทุนมากที่สุด ทั้งนี้ จะเห็นการกระจายตัวของ FDI ออกจากจีนค่อนข้างมาก และกระจายในอุตสาหกรรม ดังนั้น แม้ว่า FDI ในปก่อนจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และกระทบไทยด้วย แต่เราเชื่อว่ายังมีแรงเหวี่ยงที่ดี ถ้าดูจากการขอลงทุนอย่างต่อเนื่อง และหากดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนคาดว่าจะขยายตัวได้ 8.3% เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกปีนี้จะอยู่ที่ 5.4% จากปีก่อนหดตัว -4.1% ถือว่าเป็นโอกาส”