“พิจิตรไบโอ” ท้าชิงไฮบริด ชูจุดแข็งเชื้อเพลิงชีวมวล
รายเล็กโผล่ร่วมประมูลโรงไฟฟ้า SPP hybrid firm “พิจิตร ไบโอเพาเวอร์” ฝ่าวงล้อมรายใหญ่เสนอ 3 โครงการในพื้นที่ภาคเหนือ จับโซลาร์เซลล์-ชีวมวล รวมกับแบตเตอรี่ กำลังผลิตติดตั้งรวม 150 เมกะวัตต์ ชูจุดแข็งด้านเชื้อเพลิง บวกแผนปลูกพืชพลังงานกว่า 8,000 ไร่ แนะ กกพ.ให้การเปิดซองข้อเสนอขายไฟด้านราคาและประกาศรายชื่อผู้ชนะในวันเดียวกัน พร้อมอธิบายเหตุผลการพิจารณาให้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส
นาย บรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พิจิตรโรงสีร่วมเจริญ 2 ไรซ์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท พิจิตร ไบโอเพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือด้านผลิตไฟฟ้า ได้ยื่นประมูลในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบ SPP hybrid firm หรือการผสมผสานเชื้อเพลิงตั้งแต่ 1 ประเภทขึ้นไป รวม 300 เมกะวัตต์ ภายใต้อัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบ FIT หรือ feed in tariff ที่ 3.66 บาท/หน่วย โดยยื่นรวม 3 โครงการในพื้นที่ภาคเหนือ กำลังผลิตรวม 150 โครงการ โดยจะผสมผสานเชื้อเพลิง คือ 1) โซลาร์เซลล์รวมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (energy storage) และ 2) ชีวมวลรวมกับระบบแบตเตอรี่ สำหรับเหตุผลที่เลือกใช้ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน พราะเชื่อมั่นว่าราคาแบตเตอรี่จะลดลงอย่างมากในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ กกพ.กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลจะต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2563-2564
อย่างไร ก็ตามจะเห็นว่า ผู้เข้าประมูลครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ ในขณะที่บริษัท พิจิตร ไบโอเพาเวอร์ เติบโตมาจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่มีกำลังผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ แต่จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในช่วงที่ผ่าน มา ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ทั้งนี้ ความสำคัญของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนคือ “เชื้อเพลิง” ซึ่งบริษัทมีเชื้อเพลิงที่เป็นผลพลอยได้จากธุรกิจสีข้าว คือ แกลบ และมีพันธมิตรที่พร้อมจะป้อนเชื้อเพลิงให้ต่อเนื่องตลอดอายุโรงไฟฟ้า 20 ปี นอกจากนี้ยังเตรียมแผนการปลูกพืชพลังงานรอีกรวม 7,000-8,000 ไร่
“ถ้า สู้กันด้วยเทคโนโลยีและเชื้อเพลิง เราก็ไม่ได้เป็นรองใครสำหรับประมูลโรงไฟฟ้าครั้งนี้ และหากมองเรื่องราคาค่าไฟที่ภาครัฐประกาศราคากลางไว้ที่ 3.66 บาท/หน่วย ก็มองว่าอยู่ในระดับที่ทำได้ แต่ในเมื่อใช้การแข่งขันด้านราคา (competitive bidding) ก็จะต้องกดราคาลงมาให้ได้มากที่สุด ตามที่มีกระแสข่าวว่าค่าไฟฟ้าที่ยื่นเสนออยู่ที่ 2.80-3.20 บาท/หน่วยนั้น ถ้าคำนวณค่าไฟที่ 3.20 บาท/หน่วย ยังพอไหว แต่ที่ราคา 2.80 บาท/หน่วย ถือว่าโหดมาก ซึ่งหากชนะประมูลที่ราคาดังกล่าว รายได้จากการขายไฟฟ้าน่าจะค่อนข้างตึงตัว”
นายบรรจงกล่าวเพิ่มเติม ว่า ภายหลังจากที่ปิดรับยื่นขอขายไฟฟ้าไปแล้ว หลังจากนี้ กกพ.จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติและประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค หลังจากนั้นจึงจะเปิดซองข้อเสนอขายไฟฟ้าด้านราคา ทั้งนี้ ต้องการเสนอ กกพ.ว่า ในวันที่เปิดซองข้อเสนอขายไฟด้านราคา ต้องการให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกภายในวันเดียวกัน และต้องให้เหตุผลกับภาคเอกชนให้ชัดเจน ทั้งในรายที่ผ่านหรือไม่ผ่านการคัดเลือกด้วย เพื่อความโปร่งใส