รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
โฆษกรัฐบาล เผยหลักคิดแก้ กม.ปรับแหล่งรายได้ ‘สสส.-ไทยพีบีเอส-กองทุนผู้สูงอายุฯ- กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ’ ไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน ชี้โยกเงินภาษีสุราและยาสูบเข้าสู่ระบบคลังรัฐ มุ่งรักษาวินัยการคลัง-ให้เสนอแผนขอตามขั้นตอน
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความ คัดค้านการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยอ้างว่าการปรับระบบเงินจากสุราและยาสูบ จะเอื้อประโยชน์แก่บริษัทสุราและยาสูบ และทำให้ 4 หน่วยงานและกองทุนสูญเสียรายได้ ว่า การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเข้าใจสาระของร่างกฎหมายคลาดเคลื่อน
นายเอกภพ กล่าวว่า ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสุราและยาสูบ ยังมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายเช่นเดิม สิ่งที่เสนอให้เปลี่ยนไม่ใช่การยกเลิกภาษี แต่เป็นการเปลี่ยนกลไกเงินบำรุง จากเดิมที่กฎหมายเฉพาะกำหนดให้จัดเก็บและนำส่งเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรหรือกองทุนโดยตรง เป็นการปรับไปใช้แหล่งรายได้และกลไกทางการเงินตามที่แต่ละร่างกำหนด รวมถึงการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี
“เงินไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้เสนอให้เลิกเก็บภาษี แต่เป็นการเปลี่ยนกลไกการจัดสรรเงิน เพื่อให้เงินของรัฐเข้าสู่ระบบการคลังและอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณางบประมาณและการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ”
โฆษกรัฐบาล ย้ำว่า ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และยังไม่มีผลใช้บังคับ โดยสาระสำคัญ ไม่ได้เป็นการยุบ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และไม่ได้ยกเลิกภารกิจของหน่วยงานและกองทุนเหล่านี้ แต่เป็นการปรับกลไกทางการเงินและแหล่งรายได้ของแต่ละหน่วยงาน โดยร่างกฎหมายจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติตามขั้นตอนต่อไป
นายเอกภพ กล่าวอีกว่า หลักคิดของการเสนอร่างคือ การสร้างความโปร่งใสของระบบงบประมาณและรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยให้เงินของรัฐเข้าสู่ระบบการคลัง และให้หน่วยงานที่มีภารกิจเสนอแผนงานและงบประมาณตามขั้นตอน เพื่อให้การใช้จ่ายสามารถตรวจสอบได้และต้องตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน
นายเอกภพ กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่า การปรับระบบเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทสุราและยาสูบว่า ผู้ประกอบการยังมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายเช่นเดิม ขณะที่ข้อเสนอของร่างกฎหมายคือการปรับกลไกเงินบำรุงและแหล่งรายได้ของหน่วยงานและกองทุน จึงไม่ควรตีความว่าเป็นการยกเลิกภาษีหรือยกเลิกภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โฆษกรัฐบาล กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับกฎหมายครั้งนี้เป็นข้อเสนอเพื่อจัดระบบการเงินการคลังให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งให้การใช้เงินสาธารณะ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีวินัยทางการเงินการคลัง และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน ขณะที่หน่วยงานและกองทุนที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินภารกิจตามกฎหมาย
มีรายงานเพิ่มเติมว่า ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุว่าให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบและจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การโดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
ขณะที่ สำนักงานกองทุนสนันสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับการจัดงบประมาณ จากเงินภาษีสรรพาสามิตรสุราและยาสูบ ในอัตราร้อยละ 2 หรือราว 4,000 ล้านบาทต่อปี เช่นเดียวกับ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF)