เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดช่องพิเศษ “วัคซีนโควิด” ไฟเขียวเอกชนนำเข้า-คุมราคา

11 มี.ค. 2564 | 07:03น.

ถึงวันนี้ วัคซีนโควิด-19 ยังทยอยขอขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อเนื่อง ล่าสุดคือ Covaxin จากบริษัท บารัต ไบโอเทค เทคโนโลยี ประเทศอินเดีย โดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อย. เช่นเดียวกับวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน โดยบริษัท แจนเซ่น-ซีแลก จำกัด

จากก่อนหน้านี้ที่วัคซีนของบริษัท ซิโนแวก ที่นำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ยื่นขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตแล้ว

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กระจายฉีดวัคซีน 2 แสนโดสแรก และเริ่มฉีดไปยังกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ตามจังหวัดเป้าหมาย ณ วันนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 3 หมื่นกว่าคน และจะทยอยฉีดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

เปิดทางเอกชนนำเข้าวัคซีน

ล่าสุด หลังการประชุมเพื่อชี้แจงขั้นตอนการนำเข้า การขึ้นทะเบียน การกระจาย และการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แก่สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้ อย. ซึ่งมีหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวก เปิดช่องทางพิเศษในการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 สำหรับภาคเอกชน โดยต้องมายื่นเป็นผู้รับอนุญาตนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรก่อน และยื่นขอขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19

จากนั้น อย.จะพิจารณาจากเอกสาร ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล เพื่อให้สามารถอนุมัติทะเบียนโดยเร็วที่สุด

ส่วนกรณีผู้ได้รับอนุญาตนำเข้ายาอยู่แล้ว เช่น โรงพยาบาลเอกชน หากประสงค์จะนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ก็ต้องมาขอขึ้นทะเบียนวัคซีนอีกครั้ง

ความเคลื่อนไหวของ สธ.ครั้งนี้เป็นการย้ำเรื่องการอนุญาตให้เอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ได้อีกครั้งหนึ่ง จากก่อนหน้านี้ที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อนุญาตให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ได้ และต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. และยังต้องอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาล

เพื่อให้ประชาชนมั่นใจทั้งในด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงผลข้างเคียง โดยเฉพาะด้านราคาไม่ให้เป็นการนำเข้าวัคซีนในเชิงพาณิชย์ จนเป็นปัญหาเรื่องการเข้าถึงวัคซีน

อย่างไรก็ตาม ส่วนขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์วัคซีนโควิด-19 ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีนำเข้า ดำเนินการดังนี้ 1.ให้ยื่นคำขอใบอนุญาตสถานประกอบการด้านยา โดยต้องมีสำนักงาน มีสถานที่เก็บยา มีเภสัชกรประจำ

และ 2.ยื่นคำขอหนังสือรับรองมาตรฐานสถานที่ผลิตยา ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารคำขอขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ผ่านการประเมินวิชาการ ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิผล และแผนการจัดการความเสี่ยงของวัคซีน ผ่านที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ทั้งนี้ ขั้นตอนตั้งแต่การประเมินวิชาการถึงการอนุมัติจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน

ดีมานด์มาก-เอกชนพร้อมจ่าย

นายอนุทินยังระบุด้วยว่า นอกจากนี้จะมีวัคซีนซิโนแวก จำนวน 8 แสนโดส ที่จะเข้ามาเป็นลอตที่ 2 มาถึงไทยในวันที่ 25 มีนาคม และ นายหยาง ซิน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่คนสัญชาติจีนที่อาศัยในประเทศไทยด้วย

ซึ่งประเทศไทยจะทำหนังสือแสดงความจำนงขอการสนับสนุนวัคซีนจากประเทศจีน ในฐานะมิตรประเทศต่อไป หากให้วัคซีนมา จีนอาจระบุเงื่อนไขว่าให้ดูแลคนจีนในประเทศไทยด้วย รวมถึงขอให้พิจารณาร่วมกับประเทศจีน จัดตั้งศูนย์การฉีดวัคซีนให้ชาวจีนโพ้นทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยว่า ขณะนี้มี รพ.เอกชนหลายแห่งมีความสนใจบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชน โดยยื่นขอจัดตั้งเป็นบริษัทยากับ อย. เพื่อขอนำเข้ายาและชีววัตถุ พร้อมติดต่อบริษัทผลิตวัคซีนต่างประเทศหลายแห่ง เพื่อนำเอกสารมายื่นให้ อย.รับรอง แล้วส่งมอบให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจสอบรับรองรุ่นการผลิต คาดว่าขั้นตอนที่ได้รับอนุญาตจาก อย. เท่าที่คุยไม่เกิน 30 วันจะแล้วเสร็จ

ก่อนหน้านี้ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระบุว่า วัคซีนเป็นความหวังในการฟื้นเศรษฐกิจไทย หลายประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วพบว่า ยอดผู้ติดเชื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ส่วนของประเทศไทยที่เริ่มฉีดวัคซีนในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ และจะฉีดมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้

โดยประเมินว่าหากประเทศไทยตั้งเป้าฉีดวัคซีนได้ครึ่งประเทศ (ประมาณ 30 ล้านคน) จบภายในสิ้นปีนี้ จะเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ฟื้นเศรษฐกิจได้

“ผมเชื่อว่าเรามีวัคซีนเพียงพอ แต่จะทำอย่างไรให้ฉีดได้เร็ว เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ให้ภาคธุรกิจเดินหน้าลงทุนต่อได้ ผมเชื่อว่าหลายบริษัทที่มีกำลังยินดีจ่ายค่าวัคซีน เพราะเราก็มีแรงงานต้องดูแล โดยให้รัฐเป็นตัวกลางหาวัคซีน แล้วรัฐก็สามารถไปดูแลกลุ่มอื่น ๆ ได้ อย่างน้อยก็ช่วยทำให้ผู้คนเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้น”

เช่นเดียวกับความเห็นของผู้แทนสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯที่ได้กล่าวยืนยันว่า พร้อมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับแรงงานภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าไปได้

เพิ่มวัคซีนอีก 15-20 ล้านโดส

นอกจากการอนุญาตให้เอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ได้ ที่ผ่านมา สธ.ได้เร่งดำเนินการในการจะจัดหาวัคซีนเพิ่มมาเป็นระยะ ๆ โดยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ระบุว่า ประเทศไทยต้องมีการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว 63 ล้านโดส โดยมีการคำนวณจากประชากรไทยกว่า 65 ล้านคน หักกลุ่มวัยรุ่นออก จะเหลือประชาชนที่เข้าข่ายได้รับวัคซีนประมาณ 50 ล้านคน บวกคนต่างด้าวอีกประมาณ 5 ล้าน จากนั้นคิดที่ 80% ของจำนวนคน 55 ล้านคน

จึงประมาณการว่ามีคนควรได้รับวัคซีนประมาณ 40 ล้าน คนละ 2 โดส จึงต้องใช้วัคซีน 80 ล้านโดส ดังนั้น เท่ากับว่าเราควรหาวัคซีนเพิ่มอีกประมาณ 15-20 ล้านโดส ซึ่งได้เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติพิจารณาแล้ว

“ตอนนี้พื้นที่เสี่ยงและจังหวัดท่องเที่ยวมีความต้องการสูง ที่ปรึกษาจึงเห็นว่าควรหาวัคซีนเพิ่มเข้ามาให้เร็วที่สุดภายในปีนี้” นพ.โสภณระบุ

ถึงวันนี้แม้ว่าวัคซีนโควิด-19 ของประเทศจะมีปริมาณที่มากพอ แต่ก็ต้องท่องให้ขึ้นใจว่า “การ์ดอย่าตก” ต้องล้างมือ-ใส่หน้ากาก-เว้นระยะห่าง ไม่เช่นนั้น วัคซีนก็อาจจะช่วยได้ไม่มากนัก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนโควิด