โฆษกคลังชี้ โยกเงินบัญชีไม่เคลื่อนไหวเกิน 10 ปี ช่วยแบงก์ปลดภาระเงินนำส่ง 0.47%
โฆษกคลังโยกเงินบัญชีไม่เคลื่อนไหวเกิน 10 ปี ช่วยแบงก์ปลดภาระเงินนำส่ง 0.47% เหตุไม่ต้องนำไปคำนวณรวมในฐานเงินฝาก ยันนำมาเก็บไว้เฉยๆ ยังไม่คิดนำเข้าแผ่นดินไปใช้สาธารณประโยชน์
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวคิดการเข้าไปบริหารจัดการเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวเกิน 10 ปีนั้น จะทำให้สถาบันการเงินไม่ต้องเก็บบัญชีเหล่านั้นไว้ แต่ทางกระทรวงการคลังจะนำมาเก็บไว้ให้เอง ซึ่งเมื่อเจ้าของบัญชีมาขอคืน ทางกระทรวงการคลังก็จะคืนเงินดังกล่าวให้ ทั้งนี้ เป็นการช่วยลดภาระสถาบันการเงินที่จะไม่ต้องนำเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวดังกล่าวไปรวมกับเงินฝากที่ต้องคำนวณเพื่อนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และกองทุนคุ้มครองเงินฝาก ในกรณีของธนาคารพาณิชย์ที่ทุกแห่งต้องนำส่ง 0.47% ส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐต้องนำส่ง 0.25% เข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
“เท่าที่คุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีวงเงินทุกแห่งรวมกันประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้ามาฝากไว้กับกระทรวงการคลัง เราก็ไม่ได้ไปทำอะไรกับหมื่นล้านบาทนี้ แค่เอามาฝากไว้เฉยๆ ถ้าเจ้าของบัญชีหรือทายาทจะรับเงินคืน ก็เอาหลักฐานมาแจ้งแล้วก็รับเงินไป” นายสุวิชญกล่าว
นายสุวิชญ กล่าวว่า ปกติแล้ว ถ้าบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว วงเงินไม่เกิน 2,000 บาท ทางธนาคารสามารถตัดค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีไปจนเงินหมดได้ แต่หากเงินเหลือมากกว่านั้น ไม่สามารถตัดได้
ทั้งนี้ นายสุวิชญยืนยันว่าเป็นการออกกฎหมายเพื่อทำตามหลักสากล เป็นการจัดระเบียบ ไม่ได้ลิดรอนสิทธิผู้ใด ซึ่งเงินที่โอนมาที่กรมบัญชีกลางก็จะยังไม่ได้นำเข้าแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม หากโอนไปไว้ที่กรมบัญชีกลางแล้ว ผ่านไปอีก 10 ปี ยังไม่มีผู้มาขอเงินคืน ก็อาจจะนำไปทำสาธารณประโยชน์ได้ หรืออนาคตอาจแก้กฎหมายให้นำไปใช้ได้ก่อน แต่ยืนยันว่าจะยังไม่มีการกำหนดเรื่องดังกล่าวในขณะนี้
“ผมเองก็มีบัญชีไม่เคลื่อนไหวเกิน 10 ปี อยู่หมื่นกว่าบาท เพราะต้องเซ็นกัน 3 คน มีคนหนึ่งสูงอายุ ไม่สามารถไปธนาคารได้ บัญชีผมก็อาจจะโดน” นายสุวิชญกล่าว
อย่างไรก็ตาม โฆษกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายยังอยู่ระหว่างประชาพิจารณ์ ซึ่งยังต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ คาดว่าประมาณเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นยังต้องเสนอตามขั้นตอนอีกก่อนเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดังนั้นจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระได้อีก โดยยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี กฎหมายจึงจะผ่านออกมาบังคับใช้ได้