หอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นครั้งแรก อยู่ที่ 49.4 ผลจากวัคซีน มาตรการรัฐ ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น หากรัฐจัดแผนฉีดวัคซีน นักท่องเที่ยวกลับมา คาดเศรษฐกิจทั้งปีโต 3%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์ฯ เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อยู่ที่ 49.4 จาก 47.8 ในเดือนมกราคม 2564 โดยดัชนีปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 43.4 จาก 41.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 46.1 จาก 45.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 58.7 จาก 56.8
ปัจจัยบวกที่มีผลต่อความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นมาจาก ภาครัฐดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ เราชนะ เรารักกัน คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน การเริ่มต้นฉีดวัคซีนโควิด-19 ส่งผลให้ผู้บริโภคคลายความกังวล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น

ส่วนปัจจัยลบที่กระทบ เช่น สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังคงมีอยู่ กระทบต่อการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ การปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2564 เหลือ 2.5-3.5% จากเดิม 3.5-4.5% ความกังวลเสถียรภาพทางการเมือง ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น เงินบาทแข็งค่าทำให้มีความกังวลต่อความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทย และผู้บริโภคยังกังวลเศรษฐกิจชะลอตัว
อย่างไรก็ดี จากมาตรการของรัฐที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงโครงการต่าง ๆ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ปรับตัวดีขึ้นมีผลต่อรายได้และกำลังซื้อ ทำให้ความเชื่อมั่นกลับมา พร้อมกับคาดการณ์เศรษฐกิจขยาตัว พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าไตรมาส 2 เศรษฐกิจขยายตัว 1-2% หรือครึ่งปีแรกของปีขยายตัว 0-1% ครึ่งปีหลังขยายตัว 5.5% โอกาสที่เศรษฐกิจไทยทั้งปี โต3% มีโอกาสเป็นไปได้
และหากแผนการฉีดวัคซีนของรัฐบาลชัดเจน แนวทางการเปิดประเทศในช่วงไตรมาส 4 ของปีเดินหน้าไปได้ รวมไปถึงการจัดให้มีนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวได้ เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น และหากนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ 4-6 ล้านคน ภาครัฐ เอกชนร่วมมือกัน ปัญหาภัยแล้ง การเมืองไม่มีปัญหา เชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวปกติได้เร็วขึ้น หรือในช่วงต้นปี 2565 พร้อมกันนี้ ก็ต้องการให้เห็นการจัดงานสงกรานต์ เพราะจะสะท้อนการฟื้นตัวได้ดีและการใช้จ่ายกลับมาอีกครั้งพร้อมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือน ก.พ.2564 ปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.5 เทียบกับระดับ 43.2 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 36.3 มาอยู่ที่ระดับ 38.1 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต พบว่าปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.7 มาอยู่ที่ระดับ 50.4
ทั้งนี้ เมื่อจำแนกเป็นรายภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.3 มาอยู่ที่ระดับ 47.0 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากระดับ 44.5 มาอยู่ที่ระดับ 46.1 เมื่อจำแนกรายอาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานของรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 49.3 มาอยู่ที่ระดับ 51.4 ซึ่งอยู่ระดับสูงสุด และอยู่ในช่วงเชื่อมั่นแล้ว ในขณะที่กลุ่มเกษตรกร ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 44.3 มาอยู่ที่ระดับ 46.8 และกลุ่มผู้ประกอบการ ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.8 มาอยู่ที่ระดับ 45.8

นายจุรินทร์ กล่าวว่า จากการที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตที่กลับมาอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นอีกครั้ง เนื่องจากจากประชาชนมีความเชื่อมั่นในมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐบาล เช่น โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน โครงการประกันรายได้เกษตรกร โครงการเราชนะ โครงการ ม.33เรารักกัน โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น ที่เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนทุกระดับอย่างทั่วถึง สามารถเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีแนวโน้มคลี่คลายลง และมีความคาดหวังในเรื่องวัคซีนที่จะเริ่มฉีดให้กับประชาชนกลุ่มแรกในเดือน มี.ค.2564 ทำให้แนวโน้มความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต หากไม่มีสถานการณ์เปลี่ยนไปจากทิศทางนี้