เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

ธุรกิจประกันชีวิตต้องเร่งปรับตัว สถานการณ์บีบเลิกขายสินค้าออมทรัพย์

19 มี.ค. 2564 | 09:43น.
การลงทุน ก.ล.ต.

ธุรกิจประกันชีวิตไทยถึงเวลาต้องปรับตัว “เอไอเอ” ชี้ไร้เบี้ยก้อนใหญ่ จาก “ประกันออมทรัพย์” หลังต้องเผชิญภาวะดอกเบี้ยต่ำยาวนาน คาดยื้อเวลาขายสินค้า “ออมทรัพย์-การันตีผลตอบแทน” ได้อีกไม่เกิน 2 ปี ฟากนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยชี้มาตรฐานบัญชีใหม่ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ด้านข้อมูล “คปภ.” สิ้นปี’63 ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตกำไรหดตัว 28.2%

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันเรียกได้ว่าหมดยุคทองธุรกิจประกันชีวิตแล้ว เพราะขายเบี้ยก้อนใหญ่ผ่านสินค้าประกันออมทรัพย์ (endowment) ไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว เนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน แม้ว่าบางบริษัทยังขายอยู่ แต่คาดว่าคงขายได้ไม่เกินอีก 1-2 ปี โดยช่วงนี้อาจจะขายแบบจำใจ เพราะไม่รู้ว่าจะเดินหน้าธุรกิจไปต่ออย่างไร เพราะการขอใบอนุญาตแนะนำการลงทุน (IC license) มีเงื่อนไข ขณะที่การจะให้ตัวแทนขายปรับตัวไปขายสินค้าที่มีความซับซ้อน ก็ยากที่จะปรับในทันที

“วันนี้ ซีอีโอบริษัทประกันชีวิตคงไม่มีใครอยากขายสินค้าออมทรัพย์แล้ว เพราะยิ่งขายยิ่งขาดทุน โอกาสที่จะการันตีดอกเบี้ย 3% ไม่มีใครกล้าพูด กล้าทำ เพราะโลกปัจจุบันถูกดิสรัปต์รวดเร็วมาก และบางครั้งเหตุและผลของตลาดทุนก็ไม่ค่อยมี เช่น เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นแรง ราคาบิตคอยน์ทะลุทำนิวไฮ ทุกคนงงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อดูปัจจัยพื้นฐานไม่มีอะไรเปลี่ยน ราคาหุ้นแพงเกินไป ดังนั้น การยืนยันว่า อะไรจะใช่ ในอีก 10 ปีข้างหน้า มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว”

ทั้งนี้ ปัจจุบันต้องขึ้นกับว่าบริษัทประกันชีวิตจะปรับตัวทำตลาดอย่างไร ซึ่งอาจจะปรับสู่รูปแบบชนิดมีเงินปันผล (participating) แต่ปัญหาคือลูกค้าอาจจะไม่สามารถเข้าใจที่มาที่ไปของการได้รับส่วนเกินได้ง่ายนัก

ขณะที่บริษัทประกันส่วนใหญ่ต้องมองหาช่องทางการลงทุนที่รับความเสี่ยง (take risk) เพิ่มขึ้น เพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่สามารถที่จะแมตชิ่งผลตอบแทนได้ 100% ดังนั้น บริษัทประกันสัญชาติไทยที่ไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้นหรือลงน้อย ก็ต้องเพิ่มในส่วนนี้

“ส่วนบริษัทประกันที่ลงทุนในตลาดทุนมานานอย่างเอไอเอ ถามว่าต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ลงทุนหรือไม่ คำตอบคือเปลี่ยนเหมือนกัน จากเดิมที่ถือพันธบัตรรัฐบาล หรือลงทุนในตลาดตราสารหนี้อยู่มาก ต้องมาคิดว่า ถ้าต้องเพิ่มประสิทธิภาพ (optimize) ผลตอบแทน (ยีลด์) จะต้องไปในทิศทางไหน ซึ่งปัจจุบันก็มองอยู่หลายโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่สอดคล้องเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (property) หรือธุรกิจใหม่ ๆ ที่อาจจะเป็นธุรกิจที่เชื่อว่าในระยะยาวน่าจะให้ผลตอบแทนดี ดังนั้น แนวทางการลงทุนของบริษัทหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปแน่นอน” นายกฤษณ์กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทประกันชีวิตในไทย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.บริษัทข้ามชาติ ซึ่งจะมีทั้งที่เข้มแข็งมากและน้อย 2.เป็นบริษัทลูกของแบงก์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งพึ่งพาช่องทางขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันซ์) เป็นหลัก และ 3.บริษัทท้องถิ่น

นายกฤษณ์กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทประกันลูกแบงก์เติบโตเร็วและขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้าของธุรกิจประกันชีวิต ผ่านการเติบโตของช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ แต่ยุคนี้ยิ่งประกันออมทรัพย์เริ่มเป็นพิษกับบริษัทเหล่านั้น โอกาสจะยืนต่อไปค่อนข้างยาก ด้วยสาขาแบงก์ที่ลดลง คนไม่ไปสาขาแบงก์

Advertisement

ดังนั้นการทำงานต้องเปลี่ยนรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทเหล่านั้นจะต้องเปลี่ยนโจทย์ในการทำการตลาด ถ้าไม่เจอหน้า (face to face) สัดส่วนของขนาดเบี้ยก็จะเล็กลงอย่างมาก

ขณะที่บริษัทท้องถิ่นอาจจะเหนื่อยมากกว่า เพราะไม่มีแบงก์ช่วยขาย แต่ส่วนใหญ่บริษัทในกลุ่มนี้เป็นบริษัทที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายขอบเขตของใบอนุญาต เมื่อช่วงก่อนปี 2500 ซึ่งมักเป็นของกลุ่มเจ้าสัวในไทย เป็นธุรกิจครอบครัว ใช้เงินของตระกูลและกงสี จึงอาจยังไม่มั่นใจว่าถ้าลงทุนมหาศาลผลตอบแทนจะได้มาอย่างที่คิดไว้หรือไม่

ส่วนบริษัทประกันข้ามชาติ คู่แข่ง ที่มีความเข้มแข็งเทียบเท่าเอไอเอ แต่ขายผ่านช่องทางแบงก์เป็นหลัก เนื่องจากคงจะปรับมาบุกตลาดตัวแทนไม่ได้ง่าย เพราะตัวแทนขายไม่ได้สร้างกันแค่ภายใน 10 ปี แต่ยาวนานกว่านั้น อย่างไรก็ดี โจทย์ของทุกบริษัท คือ จะต้องไปทางดิจิทัลเหมือนกัน

นายพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน นายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยกล่าวว่า สินค้าประกันสะสมทรัพย์น่าจะค่อย ๆ หายไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เพราะมาตรฐานทางบัญชีใหม่ (IFRS17) ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2567 หรืออีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า จะกดดันเบี้ยประกันสะสมทรัพย์ หรือสินค้าการันตีผลตอบแทนให้ไม่สามารถรับรู้เบี้ยประกันเป็นรายได้เต็มก้อน โดยจะรับรู้ได้แค่ค่าธรรมเนียมเหมือนธุรกิจแบงก์เท่านั้น ซึ่งจะไม่ต่างไปจากสินค้าประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แกว่งขึ้นลงตลอดเวลาและอยู่ในระดับต่ำ จะไม่ดึงดูดผู้ถือกรมธรรม์อีกต่อไป โดยเฉพาะประกันสะสมทรัพย์ในระยะยาว

“กำไรของธุรกิจประกันชีวิตจะต่ำเพราะไม่มีการวัดผลกำไรจากเบี้ยประกันอีกต่อไปว่าเติบโตเท่าไร แต่จะวัดกันที่ความยั่งยืนของธุรกิจแต่ละบริษัท โดยเน้นการขายสินค้าตามความจำเป็นของลูกค้า โดยเฉพาะการขายความคุ้มครองชีวิตเป็นพื้นฐานหลัก” นายพิเชฐกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รายงานผลดำเนินงานธุรกิจประกันชีวิต ปี 2563 พบว่า ประกันออมทรัพย์มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 287,870 ล้านบาท ลดลง 4.6% เมื่อเทียบปีก่อน

โดยบริษัทประกันชีวิตทั้งระบบมีกำไรสุทธิรวม 35,633 ล้านบาท หดตัว 28.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งกำไรจากการรับประกันภัย 46,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% แต่รายได้รวมจากการลงทุนสุทธิลดลง 3.15% มาอยู่ที่ 122,890 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์ลงทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 4.33 ล้านล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 4.16 ล้านล้านบาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คปภ. ประกันชีวิต