เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
Economic จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
สมาคมโฆษณาย้ำปีนี้อุตฯ ฟื้น ธุรกิจแห่ทุ่มเม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล้าน
Business สมาคมโฆษณาย้ำปีนี้อุตฯ ฟื้น ธุรกิจแห่ทุ่มเม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล้าน
คุม ‘BNPL’ ก่อนเกิดปัญหา
Finance คุม ‘BNPL’ ก่อนเกิดปัญหา
DE ผนึก Meta ยืนยันตัวตนผู้ลงแอด No ID, No Ads
Tech DE ผนึก Meta ยืนยันตัวตนผู้ลงแอด No ID, No Ads
ศูนย์การค้า แห่ผุดบ้านผีสิงทั่วประเทศ รับกระแสฮาโลวีน
Business ศูนย์การค้า แห่ผุดบ้านผีสิงทั่วประเทศ รับกระแสฮาโลวีน
หงส์เลือกคนไม่ผิด
คุยกับเอกราช หงส์เลือกคนไม่ผิด
จุดพลุ ‘นิวฟรอนเทียร์เทค’ ทรู-ซี.พี. ย้ำแนวคิด ‘ทำสิ่งใหม่-ใช้จริง-โตพร้อมพันธมิตร’
Tech จุดพลุ ‘นิวฟรอนเทียร์เทค’ ทรู-ซี.พี. ย้ำแนวคิด ‘ทำสิ่งใหม่-ใช้จริง-โตพร้อมพันธมิตร’
เนรมิตอุดรฯ ‘พืชสวนโลก’  สัมผัสความยิ่งใหญ่ 1 พ.ย.
Economic เนรมิตอุดรฯ ‘พืชสวนโลก’  สัมผัสความยิ่งใหญ่ 1 พ.ย.
คุยกับเศรษฐา : สมการ ‘รายได้สุทธิ’ เปลี่ยนอย่างไร ให้เกษตรกร ‘มีเงินเหลือมากขึ้น’ ?
Columns คุยกับเศรษฐา : สมการ ‘รายได้สุทธิ’ เปลี่ยนอย่างไร ให้เกษตรกร ‘มีเงินเหลือมากขึ้น’ ?
‘มธ.’ ผนึก ASMG-นานาชาติ วางแนวทางดูแล ‘ก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร’
Biz Movement ‘มธ.’ ผนึก ASMG-นานาชาติ วางแนวทางดูแล ‘ก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร’
ดูทั้งหมด

ยิ่งชีพ ไอลอว์ โดนหมายเรียก “ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ม็อบ 24 มีนา

30 มี.ค. 2564 | 13:02น.
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ยิ่งชีพ ไอลอว์ โดนหมายเรียก “ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” หลังเข้าร่วมม็อบแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 

วันที่ 30 มีนาคม 2564 ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหา “ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” ซึงคาดว่าเป็นการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 ที่สี่แยกราชประสงค์ โดยหมายเรียกนี้ระบุว่ามีพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ คือ พ.ต.ท.นพดล ปิ่นพงษ์พันธุ์ และ พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ มนัสชน

นายยิ่งชีพ ระบุว่า วันนั้นขึ้นพูดบนรถเครื่องเสียง เป็นคนแรก ในเวลาประมาณ 17.20 ซึ่งมีเนื้อหาที่พูดชัดเจน ตรงไปตรงมา เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม ให้ปล่อยผู้ที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ และให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งนี้ตามตามหมายเรียกดังกล่าวระบุว่าให้ตนต้องไปรายงานตัวในวันที่ 8 เมษายน 2564 เวลา 10.00 น. ที่สน.ลุมพินี

นอกจากนี้ นายยิ่งชีพเผยถึงความรู้สึกในการได้รับหมายครั้งนี้ด้วยว่า “ความรู้สึกเมื่อได้เห็นซองจดหมาย และแกะออกดูค่อนข้างไปในทางบวก ตื่นเต้นและกระตือรือร้นเล็กน้อย คล้ายเด็กได้กล่องของขวัญแล้วเปิดออกดูว่าข้างในมีอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อทราบแล้วก็พบว่า เป็นเพียงของธรรมดาๆ เท่านั้น

หวังว่าคนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนั้นจะได้ของขวัญชิ้นเดียวกัน ใครไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้ใครได้ของชิ้นใหญ่กว่ากันเลย ความรู้สึกเมื่อผ่านไปหนึ่งวันก็มีสักสองเรื่อง

1. โล่งใจ หลังจากที่อยู่ร่วมในกิจกรรมทางการเมืองมาหลายสิบครั้ง ทั้งในฐานะผู้สังเกตการณ์ ผู้ไปเข้าร่วม ผู้ปราศรัย ผู้ช่วยคนจัด ผู้ไปตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อแก้รัฐธรรมนูญ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อนพี่น้องต่างก็ถามไถ่กันว่า ใครโดนคดีอะไรแล้วบ้าง ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยโดนอะไรเลย ทั้งที่ก็เข้าร่วมและมีบทบาทเท่าที่เป็นตัวของตัวเองมาตลอด ไม่ได้พยายามหลบเลี่ยงคดีหรือหลบซ่อนตัว

ส่วนใหญ่คนที่ถามว่า ผมโดนคดีอะไรแล้วบ้าง? จะสงสัยว่าทำไมผมไม่โดนเสียที บางคนก็จะว่าเป็นเพราะผมมีเส้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งและชื่อเสียงของครอบครัว หรือบางคนเดาว่าอ.จอน เส้นใหญ่ หรือบางคนเดาว่า “เขา” ไม่กล้ากับผม ซึ่งมันเป็นการเดาที่ไม่จริงสักอย่างเดียว แต่ก่อนหน้านี้คนไม่เข้าใจ พอว้นนี้ได้รับหมายแล้ว ก็โล่งใจว่าข้อสงสัยทั้งหลายจะหมดไปเสียที ผมไม่มีเส้นสายอะไรเป็นพิเศษและโดนคดีทางการเมืองได้เช่นเดียวกับคนอื่นเสียที

2. ภาคภูมิใจ รู้สึกเป็นคล้ายกับประกาศนียบัตร หรือเหรียญติดบ่าว่า ในวันที่บ้านเมืองไม่ปกติ กฎหมายถูกเขียนโดยคนมีอำนาจและหว่านแหใช้กับคนต่อต้านเพื่อสร้างความหวาดกลัว ตัวเราเองไม่ได้อยู่เฉยๆ และพร้อมจะยืนยันถึงความไม่ชอบธรรมนี้ แม้จะทำให้เกิดผลกระทบบ้าง แต่เราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนอย่างน้อย 456 คนที่โดนคดีฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการทำกิจกรรมทางการเมืองไปก่อนหน้านี้ รวมอย่างน้อย 130 คดี

โดยเฉพาะในยามที่มีคนถูกจับ ไม่ได้ประกันตัวมาเกือบสองเดือน ถ้าหากเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย และนั่งดูคนอื่นติดคุกไปก็ไม่รู้จะไปมองหน้าพวกเขาได้อย่างไร เมื่อวานผมทราบข่าวระหว่างพักเที่ยงที่ศาลอาญา พอเข้าห้องภาคบ่ายคนแรก ๆ ที่ได้เดินไปแจ้งข่าวนี้ คือ อานนท์ นำภา เขายิ้มกลับมา บอกว่า “ยินดีด้วย” เราแตะมือกันเบา ๆ

ผมหันไปอยากจะบอกเพนกวิ้นว่า กูทำเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่เพนกวิ้นดูอิดโรย ตั้งหัวไม่ขึ้น แววตาเหม่อลอย เลยไม่อยากรบกวนจิตใจมันเพิ่ม ขอแค่เรารู้ว่าเราได้ทำอะไรบางอย่างและแบ่งเบาผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นมาไว้บนบ่าเราบ้างบนทางข้างหน้า ก็ทำให้อาจจะไม่รู้สึกผิดเกินไปถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมา

3. ท้าทาย เพราะประสบการณ์การทำงาน 11 ปีทำให้ได้เป็นทั้งผู้สังเกตการณ์และทนายความในกระบวนการทางกฎหมายมามาก เคยเป็นโจทก์ฟ้องคดีอยู่บ้างแต่ยังไม่เคยเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเองแม้แต่ครั้งเดียวเมื่อมองดูคดีของคนอื่นก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าเป็นเราเองน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้แต่พอเป็นคดีของคนอื่นก็ไม่กล้า

คราวนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ประสบการณ์ที่สั่งสมเอาไว้ และความรู้เท่าที่พอมีมันจะทำอะไรได้บ้าง ก็เดี๋ยวลองเอามาดูกัน”