สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนและยืนราคาต่ำ แม้ว่าปัจจุบันกลุ่มโอเปกยังอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันลดกำลังผลิตก็ตาม และในปี’61 นี้ยังต้องจับตาว่า สถานการณ์ราคาจะไปในทิศทางใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการประชุมของกลุ่มโอเปก ที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยทีมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM (Petrochemicals and Refining Integrated Synergy Management) จัดสัมมนา 2017 The Annual Petroleam Outlook Forum เพื่อมองถึงทิศทางราคาน้ำมัน
ปัจจัยกระทบราคาน้ำมัน
ทีมนักวิเคราะห์ของกลุ่ม ปตท. เริ่มต้นที่ปัจจัยกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันมี 3 มิติ คือ 1) มิติเศรษฐกิจโลก คาดว่าปี”61 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 3.7% ขณะที่ปีนี้จะขยายตัว 3.6% ฉะนั้นทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ผู้ใช้น้ำมันหลักยังคงเป็น สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และอินเดีย โดยเฉพาะสหรัฐ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.3% รวมถึงอัตราว่างงานก็ลดลงต่อเนื่องและต่ำสุดในรอบ 16 ปี
นั่นหมายถึงว่าประชากรของสหรัฐมีงานและรายได้มากขึ้น ขณะที่ยุโรปนั้นก็คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.9% เพราะปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย
ส่วนประเทศจีน คาดว่าในปี”61 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 6.5% และกำลังเข้าสู่ภาวะการขยายตัวอย่างมั่นคงและสอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ส่วนประเทศอินเดีย คาดปี”61 จะขยายถึง 7.4% และการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นด้วย
2) มิติด้านเทคโนโลยี คือ รถยนต์ไฟฟ้า ยอดขายโตแบบก้าวกระโดด ในปี”59 รวม 2 ล้านคัน แต่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันสูงถึง 2,000 ล้านคัน และจากการสำรวจผู้บริโภคระบุว่า ให้ความสนใจซื้อรถยนต์ที่ตอบโจทย์ด้านราคาและระยะการขับขี่เป็นหลัก ฉะนั้นเท่ากับว่ารถยนต์ไฟฟ้าส่งผลกระทบน้อยมาก 3) มิติด้านสิ่งแวดล้อม หลายประเทศ มีนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากปัจจัยทั้ง 3 มิตินี้คาดว่าในปี”61 ความต้องการใช้น้ำมันจะอยู่ที่ 1.4-1.5 ล้านบาร์เรล/วัน
ขาใหญ่ดิ้นดันราคาน้ำมัน
การผลิตน้ำมันของโลกในปัจจุบันเป็นของ 2 กลุ่มยักษ์ใหญ่ คือ กลุ่มโอเปก และสหรัฐ แต่เมื่อดูกำลังผลิตของโอเปกคิดเป็น 40% ส่วนสหรัฐอยู่ที่ 10% ส่วนที่เหลือคือกลุ่มน็อนโอเปกและรัสเซีย หลังจากปี”59 ที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงกว่า 60% ปรากฏสต๊อกน้ำมันทั่วโลกเกินความต้องการ เพราะกังวลว่าราคาน้ำมันจะกลับมาแพง จากนั้นจึงเกิดการเจรจาในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเพื่อลดกำลังผลิตลง แต่ไม่ได้ส่งผลต่อราคามากนัก
ผลงานการเจรจาเพื่อลดกำลังการผลิตต้องยกความดีให้ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ให้ความร่วมมือมากที่สุด แม้ว่ารายได้หลักของประเทศ จะมาจากการขายน้ำมัน 60% ก็ตาม ทั้งนี้ซาอุฯจึงกำหนดภารกิจประเทศ คือลดการพึ่งพาการขายน้ำมัน จึงเกิดแนวคิดที่จะนำหุ้นบางส่วนในบริษัท ซาอุดิอารามโก เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 5% เพื่อผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าหุ้น
ลุ้นผลประชุมผู้ผลิตน้ำมัน
ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ จะมีการประชุมร่วมกันของกลุ่มโอเปก ซึ่งมีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง คือ 1) ลดกำลังการผลิตให้มากกว่าที่ตกลงไว้ที่ 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน
หรือ 2) ไม่ขยายเวลา จากที่ตกลงและจะสิ้นสุดตามกำหนดเดิม คือเดือน มี.ค.นี้ และ 3) ขยายเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปอีกจนถึง มิ.ย. หรือจนถึงเดือน ธ.ค. ซึ่งหน่วยวิเคราะห์น้ำมันให้น้ำหนักไปที่ประด็นสุดท้าย
ทั้งนี้ ทีมวิเคราะห์ของ ปตท.ระบุว่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยในปี’61 แล้วนั้น ในกรณีแรกมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากจะทำให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามามากขึ้น อย่างไรก็ตามโอเปกไม่ต้องการให้รายได้จากการขายน้ำมันหายไปกว่า 50% เหมือนในอดีต
ฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ 2 กรณี คือ หากขยายเวลาลดกำลังผลิตถึง มิ.ย. คาดว่าราคาน้ำมัน (ดูไบ) จะอยู่ที่ 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และในกรณีที่ขยายมาตรการลดกำลังผลิตไปถึงเดือน ธ.ค. คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 52-57 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และคาดว่าจะมีปริมาณน้ำมันออกสู่ระบบที่ 1.7-2 ล้านบาร์เรล/วัน