10-1
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
นับตั้งแต่สงครามถล่มอิหร่านเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ทำให้อุปทานน้ำมันโลกไม่สามารถหมุนเวียนเคลื่อนย้ายได้ตามปกติ อันเนื่องมาจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของประเทศรอบอ่าวที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง จนเกิดความกลัวกันว่าราคาอาจทะยานไปถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แต่จนถึงบัดนี้ สงครามดำเนินมาครบ 100 วันแล้วและย่างเข้าเดือนที่ 4 จากเดิมที่คาดว่าจะกินเวลาเพียง 4-5 สัปดาห์ แต่ความกลัวที่ว่าราคาน้ำมันจะไปถึง 200 ดอลลาร์ “ไม่เป็นจริง” แม้ว่าปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะหายไปถึง 14% เหตุที่เป็นเช่นนั้นบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นเพราะจีนได้ทำหน้าที่เป็น “วาล์ว” แรงดันสำคัญที่ช่วยตลาดเอาไว้
นักวิเคราะห์ของเจพี มอร์แกน ระบุว่า จีนได้เริ่มลดการนำเข้าน้ำมันดิบเหลือเพียงวันละไม่ถึง 9 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม จากปกติที่เคยนำเข้าวันละ 11.7 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วยผ่อนคลายวิกฤตด้านอุปทาน ทั้งนี้การลดนำเข้าของจีนคิดเป็นสัดส่วน 74% ของการลดนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของตลาดโลก ช่วยให้ราคาน้ำมันตลาดโลกยังคง “เงียบสงบค่อนข้างมาก” แม้สงครามจะเข้าสู่เดือนที่ 4
ด้านนักวิเคราะห์ของโซซิเอเต เจเนอราล ชี้ว่า ปริมาณน้ำมันโลกที่หายไป 14% ส่วนใหญ่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันให้ปรับขึ้น 30% ตรงกันข้ามถ้าเทียบกับวิกฤตน้ำมัน หรือ “ออยล์ช็อก” ในปี 1973 ที่องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (ชาติอาหรับ) คว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันและลดการผลิตเพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอล ในครั้งนั้นปริมาณน้ำมันหายไป 7% แต่ราคากลับพุ่งขึ้นถึง 134%
แต่ในครั้งนี้มีหลายปัจจัยที่ช่วยลดแรงกระแทก ลดแรงกดดันจากการปิดช่องแคบ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก การเพิ่มผลิตน้ำมันจากประเทศอื่น เช่น บราซิล เวเนซุเอลา จึงสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตในระดับเดียวกับปี 1973 นอกจากนี้การที่จีนลดนำเข้า “อย่างมาก” เกือบ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันและลดการกลั่นเอง ถือว่าเป็น “พลังสำคัญมาก” ในการจัดสมดุลตลาดน้ำมัน
“จีนเป็นหนึ่งในตัวชดเชยใหญ่ที่สุดในการลดแรงกระแทก เป็นรองแค่เพียงซาอุดีอาระเบีย ที่ได้ปรับเส้นทางใหม่ในการส่งออกน้ำมันแทนการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังใหญ่กว่าการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น” ไมก์ เฮก นักวิเคราะห์โซซิเอเต เจเนอราล กล่าว
น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้อ้างอิงราคาตลาดโลก พุ่งขึ้น 4% สู่ระดับ 97.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากอิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากยิงถล่มกันอีกเป็นครั้งแรกนับจากทำข้อตกลงหยุดยิงกันไปเมื่อเดือนเมษายน ทำให้น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐ พุ่งขึ้น 4% เช่นกัน ไปอยู่ที่ 94.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับทิศทางของราคาน้ำมัน โดยนักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนชี้ว่าในกรณีพื้นฐาน ที่มีการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมิถุนายน จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่แถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดปี 2026 ยิ่งปิดช่องแคบนานขึ้นจะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 3 ของปี และ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากปริมาณสต๊อกน้ำมันจะลดลงแบบเร่งตัวเร็วขึ้น
ส่วนนักวิเคราะห์ของฟิตช์เชื่อว่าหากเปิดช่องแคบในปลายเดือนกรกฎาคม จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลง “อย่างรุนแรง” สู่ระดับเฉลี่ย 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป การพุ่งขึ้นของราคาในปัจจุบันเป็นเพียงการสะท้อนปัญหา “การขนส่ง” น้ำมันชั่วคราว มากกว่าจะเป็นปัญหาจากการสูญเสียการผลิตอย่างถาวร
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของโซซิเอเตฯ เตือนว่า “จุดดุลยภาพ” ระยะยาวของราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะสูงกว่าราคาปัจจุบัน เนื่องจากน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศต่าง ๆ ปล่อยออกมาเพื่อบรรเทาปัญหา จำเป็นต้องได้รับการเติมกลับมา ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันใหม่ออกมา ผู้ผลิตต้องได้รับผลตอบแทนสูงจึงจะเกิดแรงจูงใจ กล่าวอีกอย่างก็คือน้ำมันต้องมีราคาสูงจึงจะดึงดูดให้มีการผลิตออกมา
ราคาน้ำมันกลับมาผันผวนอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาได้โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน โดยกล่าวหาว่าอิหร่านได้ยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ ของสหรัฐที่กำลังตรวจการณ์อยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซตกและทำให้นักบินบาดเจ็บ เมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า จึงจำเป็นต้องตอบโต้อย่างได้สัดส่วน โดยการถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงถล่มประเทศเพื่อนบ้าน คือจอร์แดน คูเวตและบาห์เรน
นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นที่ได้ช่วยบรรเทาไม่ให้เกิดวิกฤตน้ำมันร้ายแรงแล้ว บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าเป็นเพราะมีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งสามารถเล็ดลอดการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซไปได้ด้วยการปิด “ทรานสปอนเดอร์” ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รับ-ส่งสัญญาณ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ที่เรียกว่า “การขนส่งอย่างลับ ๆ” โดยประเมินว่า การขนส่งอย่างลับ ๆ มีประมาณวันละ 2.1 ล้านบาร์เรลโดยประมาณในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม รวมแล้วประมาณ 15.6 ล้านบาร์เรล
ทางด้าน แจน สจวร์ต นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานโลกของวาณิชธนกิจ ไพเพอร์ แซนด์เลอร์ ประเมินว่า ในเดือนพฤษภาคมมีน้ำมันเล็ดลอดออกจากฮอร์มุซได้ประมาณ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเชื่อว่าในจำนวนนี้ 2.1 ล้านบาร์เรลเป็นการผ่านโดยจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่าน ที่เหลือเป็นการผ่านแบบ “Ghost Transits” กล่าวคือปิดทรานสปอนเดอร์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าปริมาณน้ำมันที่สามารถลักลอบผ่านช่องแคบได้มีจำนวนไม่มากพอที่จะบรรเทาวิกฤต โดยยอมรับว่าการที่จีนลดนำเข้ามีบทบาสำคัญมากกว่า เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก