เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

Evergreen Patent “ฟาวิพิราเวียร์” สิทธิบัตรที่ไม่มีวันหมด

08 พ.ค. 2564 | 11:15น.

แม้ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา จะมีคำสั่งให้ “ปฏิเสธ” คำขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) รูปแบบเม็ด ด้วยเหตุว่า การประดิษฐ์ในรูปแบบเม็ดไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร 2522 แต่ดูเหมือนว่า คำสั่งปฏิเสธดังกล่าวแทบจะมาช้าจนเกือบไม่ทันสถานการณ์ความต้องการยาเม็ดชนิดนี้ที่จะใช้บรรเทาความรุนแรงของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ปัจจุบันกำลังทวีความรุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับความต้องการใช้ยาเม็ดดังกล่าวในการรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก

คำขอสิทธิบัตร Favipiravir

ยา Favipiravir จัดเป็นยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการรักษา COVID-19 ค้นพบโดยบริษัท FujiFilm Toyama Chemical Co.Ltd. โดยรัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติให้ใช้ได้ในปี 2557 โดย ภญ.ลักษมีเพ็ญ สารชวนะกิจ กลุ่มงานด้านศูนย์ข้อมูลสิทธิบัตร สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ให้ข้อมูลสถานะสิทธิบัตรยา Favipiravir ในงานเสวนาการกระจายวัคซีนระบบสิทธิบัตรเอื้อหรือขัดขวางการเข้าถึงยากรณียาฟาวิพิราเวียร์ว่า ในส่วนของสิทธิบัตรของสารสำคัญในตัวยาหมดอายุไปนานแล้ว และบริษัทไม่ได้มายื่นจดสิทธิบัตรในไทยด้วย แต่จากการสืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า บริษัทผู้ผลิตได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรมา 3 คำขอ คือ

1) คำขอในเรื่อง Formulation เป็นยาเม็ดแบนและผงกรานูเลทด์ ที่ประกอบด้วยยา Favipiravir ซึ่งเป็นคำขอที่มีปัญหาว่า หากผู้ผลิตขอเคลมสูตรยานี้ในอนาคต จะทำให้ องค์การเภสัชกรรม ไม่สามารถผลิตยาเม็ดที่มีสูตรแบบนี้ออกจำหน่ายได้ในประเทศไทย โดยสูตรยาที่ขอเคลมมา คือ ยาฟาวิพิราเวียร์ ผสมกับไฮดรอกซีโพรพิลเซลลูโลสและสารช่วยยึดเกาะ ผสมในรูปของยาเม็ดแบน ซึ่งข้อถือสิทธิค่อนข้างจะกว้างมาก ส่วนอีก 2 คำขอ เป็นการขอจดสิทธิบัตรในรูปของเกลือเมกลูมีนสำหรับยาฉีด และขอจดสิทธิบัตรในรูปแบบของเกลือโซเดียมสำหรับยาฉีด ซึ่งในบางประเทศก็มองว่า “ไม่มีขั้นการผลิตที่สูงขึ้นเพียงพอที่จะนำมาขอจดสิทธิบัตร”

สอดคล้องกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ว่า สิทธิบัตรยา Favipiravir หลัก ๆ มีอยู่ 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็น สิทธิบัตรโครงสร้างสารออกฤทธิ์หลักของยา ซึ่งไม่เคยยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย และปัจจุบันได้หมดอายุความคุ้มครองในทุกประเทศทั่วโลกไปแล้ว กับฉบับที่สอง การขอรับสิทธิบัตรยา Favipiravir รูปแบบยาเม็ด ได้ยื่นขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตรวจสอบการประดิษฐ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ปรากฏกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ใช้เวลาตรวจสอบการประดิษฐ์อย่างยาวนานเกือบ 4 ปี มาจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ขอในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า คำขอสิทธิบัตรยา Favipiravir รูปแบบเม็ดนั้น “ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” แต่ผู้ขอยังได้รับกรอบระยะเวลาในการชี้แจงอีกกว่า 200 วัน หรือสิ้นสุดวันที่ 30 สิงหาคม 2564

โดยหากผู้ยื่นขอสิทธิบัตรไม่ชี้แจงเข้ามาภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงจะถือว่า ผู้ขอ “ละทิ้ง” คำขอ ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร

ต้องซื้อฉุกเฉิน

ความสำคัญในกระบวนการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งอาจก่อให้เกิดการ “ผูกขาด” การประดิษฐ์ หรือในที่นี้ก็คือ การผูกขาดการผลิตยา Favipiravir ถูกเปิดเผยออกมาก็เมื่อ ความต้องการยาต้านไวรัส COVID-19 ของประเทศไทย จากการระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในเดือนเมษายน ที่ผู้ป่วยในประเทศทวีจำนวนขึ้นจากหลักสิบเป็นหลักพันจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ส่งผลให้สต๊อกยา Favipiravir ในประเทศเกือบหมดลง เนื่องจากผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบจะต้องได้รับยาชนิดนี้ ประมาณ 70 เม็ด ตลาดช่วงการรักษา

ในขณะที่องค์การเภสัชกรรม ที่ผ่านมาด้านการนำเข้ายาในระยะเร่งด่วน มีการนำเข้ายาต้นแบบจากผู้ผลิต คือ บริษัท FujiFilm Toyama Chemical ประเทศญี่ปุ่น กับบริษัท Zhejiang Hisun Pharmaceutical Company ประเทศจีน ซึ่งได้รับใบอนุญาตผลิตจากญี่ปุ่น กระจายไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แต่การระบาดระลอก 3 ทำให้ความต้องการยาเพิ่มขึ้นจนอาจจะไม่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยในประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจให้มีการนำเข้ายา Favipiravir ด้วยการขอซื้อจากบริษัทผู้ผลิตแบบฉุกเฉิน ทันทีถึง 2.2 ล้านเม็ด ในราคาเฉลี่ยเม็ดละ 120-150 บาท ในปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง

ผูกขาดภายใต้สิทธิบัตร

กลายมาเป็นการตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ทำไมประเทศไทยถึงไม่ดำเนินการผลิตยา Favipiravir เอง ทั้ง ๆ ที่องค์การเภสัชกรรมมีศักยภาพในการดำเนินการได้ จากการเตรียมการมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 ที่มีการจัดซื้อตัวอย่างวัตถุดิบมาทดลองพัฒนาสูตรตำรับขยายขนาดการผลิตจนสำเร็จเป็น ยา Favipiravir 200 mg tablet โดยล่าสุด นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า สามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ล้านเม็ดหลังจากที่ได้ทะเบียนตำรับยาจากองค์การอาหารและยา (อย.) ภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2564 และได้มีการประสานสั่งซื้อวัตถุดิบผลิตยาไว้แล้วจากจีน 1 แห่ง และอินเดียอีก 4 แห่ง (สามารถผลิตได้ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง หรือเม็ดละ 30-40 บาท)

Advertisement

ดังนั้น ปมประเด็นปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ว่า แม้สิทธิบัตรของสารสำคัญในตัวยาหมดอายุไปนานแล้ว (โครงสร้างสารออกฤทธิ์หลักของยา) แต่มีความพยายามที่จะยื่นขอสิทธิบัตรที่เรียกว่า สิทธิบัตรที่ไม่มีวันหมดอายุ หรือ Evergreen Patent ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ของผู้ถือสิทธิที่จะขยายความคุ้มครองของผลิตภัณฑ์เดิมออกไปอีก ด้วยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ (ในที่นี้คือ ยา) เพียงเล็กน้อย แล้วมาขอรับสิทธิบัตรใหม่

และเมื่อเทียบเคียงกับกรณีของยา Favipiravir จะเห็นได้ว่า ขอคำรับสิทธิบัตรรูปแบบยาเม็ดแบนด้วยการผสมกับไฮดรอกซีโพรพิลเซลลูโลส และสารช่วยยึดเกาะนั้น “ไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” ซึ่งไม่ควรที่จะรับคำขอจดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ต้น เพราะกระบวนการในการรับคำขอจดสิทธิบัตร การตรวจสอบสิทธิบัตร การเปิดให้มีการชี้แจงจากผู้ยื่นขอจด ในทางปฏิบัติแท้จริงแล้ว อาจจะก่อให้เกิดการ “ผูกขาด” ที่ยาวนานขึ้น

เฉพาะกรณีของยา Favipiravir หากภาคประชาสังคมไม่ออกมากดดันให้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ออกมา “ปฏิเสธ” คำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร ในวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา และปล่อยให้ผู้ขอสิทธิบัตรใช้สิทธิในการชี้แจงผลการตรวจสอบที่ว่า “สิทธิบัตรที่ขอมานั้นไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น” ก็จะต้องรอไปถึงเดือนสิงหาคม 2564 แต่กระนั้นถึงจะ “ปฏิเสธ” คำขอไปแล้วแต่บริษัทผู้ยื่นคำขอก็ยังสามารถ “อุทธรณ์” คำสั่งของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร ได้ภายใน 60 วัน หรือกว่า 2 เดือน

ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่อุทธรณ์คำสั่งปฏิเสธคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรผลิตยา Favipiravir แบบเม็ดภายใน 60 วัน จึงจะถือว่า คำสั่งปฏิเสธสิทธิบัตรฉบับนี้ ถือเป็นที่สิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย แต่ในทางกลับกัน หากบริษัทผู้ผลิตยายื่นคำขอ “อุทธรณ์” คำสั่งของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็เท่ากับกระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุดลง

ในประเด็นนี้ องค์การเภสัชกรรมจะ “กล้า” เดินหน้าผลิตยา Favipiravir หลังจากที่ อย.ขึ้นทะเบียนยาหรือไม่ ท่ามกลางความต้องการใช้ยา Favipiravir ที่เพิ่มสูงขึ้น ของผู้ป่วย COVID-19 ระลอก 3 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมการระบาดได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฟาวิพิราเวียร์