ธอส.ขี่กระแสดิจิทัลแบงกิ้ง ลดไซซ์สาขา เกลี่ยคน ปักหมุดภูธร
สัมภาษณ์
ในภาวะที่ตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ดูไม่ค่อยคึกคัก แบงก์รัฐ (สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ) จึงต้องเป็น “พระเอก” เป็นผู้นำในการกระตุ้นตลาด เหมือนอย่างในปี 2560 นี้ก็เช่นเดียวกัน ขณะที่แบงก์พาณิชย์ปล่อยสินเชื่ออสังหาฯกันแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ทว่า “ฉัตรชัย ศิริไล” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กลับประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อบ้านในปีนี้ถึง 8%
โดยเป้าหมายดังกล่าว ธอส.จะต้องปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้น 178,224 ล้านบาท
“ฉัตรชัย” บอกว่า เนื่องจาก ธอส.เป็นแบงก์รัฐ จึงได้รับนโยบายให้ปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในภาวะที่แบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อย ซึ่งหากทำสำเร็จตามเป้าหมายจนถึงสิ้นปี 2560 นี้ ก็จะทำให้ ธอส.มีพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท โดยหลังจาก “งัดไม้เด็ด” จัดงาน “บ้าน ธอส. เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” ประจำปี 2560 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไปเมื่อช่วงวันที่ 24-27 ส.ค. ทำให้เอ็มดี ธอส.มั่นใจว่า การปล่อยสินเชื่อปีนี้จะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
นอกจากภารกิจปล่อยสินเชื่อแล้ว “ฉัตรชัย” บอกอีกว่า ในปีนี้ ธอส.ยังตั้งเป้าหมายบริหารจัดการหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ให้เหลือต่ำกว่า 4% โดยจะให้เหลือที่ 3.99% จากที่ปลายปี 2559 ที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.06% ดังนั้น ช่วงที่ผ่านมาจึงได้เห็น ธอส.มีการขายเอ็นพีแอลบางส่วนออกไป
“ตั้งแต่ ม.ค.เป็นต้นมา เอ็นพีแอลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มในอัตราที่ลดลงเรื่อย ๆ กระทั่งในเดือน ก.ย.อยู่ที่ 5.29% ซึ่งพอเราขายออกไป 6,971 ล้านบาท ส่งผลให้เอ็นพีแอลลดลงอีก 0.69% ก็จะดึงลงมาเหลือ 4.6% ซึ่งตอนนี้กำลังให้ทีมที่ดูแลเอ็นพีแอลกดลงอีก 0.2% ในช่วงที่เหลือของปี ก็จะจบที่ประมาณ 4.2% อาจจะไม่ได้ตามเป้า แต่ก็ถือว่ายอมรับได้”
นอกจากนี้ปี 2560 ยังเป็นปีที่สำคัญของ ธอส. ในเรื่องการวางระบบเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับแบงก์ในอนาคต โดย “ฉัตรชัย” เล่าว่า ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธอส.ได้เปลี่ยนฮาร์ดแวร์ระบบคอมพิวเตอร์หลัก (คอร์แบงกิ้ง) ไปแล้ว ทำให้ระบบมีความเสถียรมากขึ้น รวมถึงยังได้เดินหน้าวางระบบคอร์แบงกิ้งใหม่ (new CBS) ซึ่งเป็นโครงการระยะ 18 เดือน ใช้เงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ทำให้ข้อจำกัดที่เกิดกับระบบคอร์แบงกิ้งเดิมหายไป และลูกเล่นในการออกโปรดักต์ใหม่ทำได้ง่ายขึ้น และทำได้ไวขึ้น ซึ่งจะทำให้ ธอส.เข้าสู่ดิจิทัลแบงกิ้งได้อย่างสมบูรณ์
“แต่ตอนนี้ก็ต้องบอกว่าแบงก์ไม่ได้รอ เพราะทันทีที่เราเปลี่ยนแพลตฟอร์มเสร็จ พวกบริการที่เป็นดิจิทัลต่าง ๆ เราก็ทำไปก่อนเลย อย่างการนำเครื่องรับชำระหนี้อัตโนมัติ (LRM) มาใช้ ขณะที่ในเดือน ก.พ. 2561 เราก็จะให้ชำระหนี้ด้วยคิวอาร์โค้ดได้ จากนั้นกลางปีหน้าก็จะเป็นโมบายแบงกิ้งเต็มรูปแบบ ลูกค้าจะสามารถทำธุรกรรมอยู่ที่บ้านได้เลย ไม่ต้องมาที่เคาน์เตอร์ธนาคาร”
พร้อมระบุว่า ในปี 2561 ธอส.ตั้งเป้ามีสัดส่วนธุรกรรมบนดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็น 40% ของจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการชำระหนี้เงินกู้ที่ปัจจุบันชำระผ่านเคาน์เตอร์อยู่ราว 7 แสนธุรกรรมต่อเดือน
ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ดิจิทัลแบงกิ้งมากขึ้น “ฉัตรชัย” มองว่าจะช่วยให้แบงก์ประหยัดต้นทุน แต่นโยบาย ธอส.จะไม่มีการลดจำนวนสาขาลงจากปัจจุบันมีกว่า 200 สาขา แต่จะเปิดเพิ่มขึ้นในพื้นที่ห่างไกล โดยมีแผนจะลดขนาดสาขาที่มีอยู่ให้เล็กลงเหลือพนักงาน 8 คน จากปัจจุบัน 12 คน แล้วเกลี่ยพนักงานไปทำงานด้านสินเชื่อมากขึ้น และย้ายไปอยู่สาขาที่เปิดใหม่
“แบงก์รัฐโดยภารกิจเราลดสาขาไม่ได้ นโยบายบอร์ดคือในพื้นที่ห่างไกลจะต้องมีสาขา อย่างเช่น ตามระเบียงเศรษฐกิจ ตามชายแดน แต่สาขาเราจะไม่ได้ใช้คนเต็มฟังก์ชั่นเหมือนเดิม สาขาในต่างจังหวัดจะมี 3 ฟังก์ชั่นหลัก คือ สินเชื่อ การเงิน และบริหารหนี้ และใช้เทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น แล้วเราก็จะทุ่มทรัพยากรสาขาลงไปกับการปล่อยสินเชื่อ”
เขาเชื่อว่ากระแสดิจิทัลแบงกิ้งที่เข้ามา จะทำให้ภาพการแข่งขันของแบงก์เปลี่ยนไปมาก ดังนั้นการปรับตัวต้องไว และเป้าหมายที่ตนวางไว้ คือ การขยับส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ธอส. ให้ติด 1 ใน 3 ของแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ซึ่งขณะนี้มีสัดส่วนราวกว่า 28% หากจะติด 1 ใน 3 ต้องทำให้ได้ 33%
“ตอนนี้มาร์เก็ตแชร์ ธอส.ขึ้นมาแล้ว เพราะทันทีที่เราเติบโตเยอะ ก็จะขึ้นทันทีเกือบ ๆ 1% ทั้งนี้เป้าหมายระยะข้างหน้า เรายังต้องการเป็น 1 ใน 3 หรืออยู่ที่ 33% ภายใน 4 ปี เพราะในความเห็นผม แบงก์ต้องใหญ่พอที่จะมีโมเมนตัมในการชี้นำตลาดได้” เอ็มดี ธอส.ทิ้งท้าย