กรกฎา เดือนเดือด “ประยุทธ์” ฝ่ายค้านขู่ ซักฟอก ดำเนินคดี
รายงานพิเศษ
เดือนกรกฎาคม คือเดือนอันตรายของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
เสียงสวดจากประชาชนทุกมุมเมือง ตั้งแต่ซอกมุมระดับรากหญ้า ยันภาคธุรกิจระดับชนชั้นนำ ต่างเผชิญวิกฤตโควิด-19 ระบาดกันถ้วนหน้า
ไวรัสสายพันธุ์อินเดีย แอฟริกาที่กำลังเข้าโจมตีบวกสายพันธุ์อังกฤษ แพร่ระบาดรวดเร็ว-รุนแรง ผสมกับความสับสนวัคซีนไม่มาตามนัด วิกฤตเตียงขาดแคลน
ซ้ำเติมกับความล่าช้าของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ระดับกระทรวงยันไปถึงคณะบริหารตึกไทยคู่ฟ้า เอกสารของกระทรวง สาธารณสุขปลิวว่อนทั่วโซเชียลมีเดีย เรื่องการใช้วัคซีนไฟเซอร์
แม้แต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ยังตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ภายหลังจากถ่ายรูปคู่กับประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ที่มาพบเชื้อภายหลังว่าติดโควิด-19 แม้ผลการตรวจนายกฯจะไม่ติดโควิด-19 แต่ก็ยอมกักตัวเอง 1 สัปดาห์ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
จึงเป็นโอกาสที่พรรคฝ่ายค้าน เพื่อไทยหยั่งเสียงสมาชิกพรรค หารืออภิปรายไม่ไว้วางใจแบบ “ไม่ลงมติ” ถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ ตามบันได 3 ขั้น ที่วางแผนมาก่อนหน้านี้ ที่สามารถทำได้ทันทีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152
เปิดช่องให้ ส.ส. 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่ากับ ส.ส.เข้าชื่อกัน 50 คน ก็สามารถเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติได้แล้ว
ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ใช้เสียง ส.ส. 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด หรือ 100 คน เข้าชื่อกัน ซึ่งพรรคฝ่ายค้านมีเสียงเหลือเฟือ
ฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอก
พี่ใหญ่ฝ่ายค้านเพื่อไทยก็เตรียมความพร้อมในการอภิปราย คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบ “ลงมติ” แบบเดียวกับที่เคยปฏิบัติในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และแบบอภิปรายทั่วไปแบบที่ไม่ลงมติ
“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “หากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติต้องมีประเด็นที่หลากหลาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น พรรคเตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมารองรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ เพื่อศึกษารายละเอียดและหาข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำเป็นระบบ มีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน”
ทั้งนี้มีรายงานว่า ในพรรคเพื่อไทยเคยมีการเคลื่อนไหวของ ส.ส. ในการเสนอให้พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ และอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ซึ่งประเด็นการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมตินั้น พรรคฝ่ายค้านคุยนอกรอบกันมาบ้างแล้ว ตั้งแต่การเริ่มต้นการระบาดระลอก 3 คลัสเตอร์ทองหล่อ แต่การหารือต้องว่างเว้นเพราะมีเรื่องที่ด่วนกว่าเข้ามาแทรก คือ วาระอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565
ขณะที่ “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ได้เตรียมข้อมูลกันแล้ว เนื่องจาก 2 ครั้งที่ผ่านมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยประชุม คือ เดือนกุมภาพันธ์ แต่ครั้งนี้จะยื่นญัตติอภิปรายไม่วางใจเร็วขึ้นกว่า 2 ครั้งที่เคยมีมา
ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ขยายความว่า เรื่องการยื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ในพรรคคุยกันมาบ้าง แต่สถานการณ์ตอนนี้ การอภิปรายทั่วไปอาจจะยังไม่เพียงพอ ต้องเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เนื่องจากการอภิปรายทั่วไป เป็นการให้ข้อเสนอแนะกับรัฐบาล บนสมมุติฐานว่า “รัฐบาลไม่รู้ว่ามีปัญหา” แต่ปัจจุบันพิสูจน์ชัดว่า รัฐบาลรู้ปัญหา แต่ไม่ได้แก้ไข
ดังนั้น ในพรรคจะมีการหารือในเรื่องนี้ ไม่ว่าอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจก็ตาม แต่จะต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง และฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้มาพูดคุยกัน
ขู่ฟ้องบิ๊กตู่
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านเตรียมซ้ำดาบฟ้อง “พล.อ.ประยุทธ์” จากการบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด ตามที่ “ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการบริหารจัดการวัคซีนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น
ทันทีที่ประชาชนกดโอนเงินมัดจำค่าวัคซีนทางเลือก วินาทีนั้นเท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์กระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ที่ระบุ “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” หรือไม่
ก่อนหน้านี้ เคยยื่นเอาผิด “พล.อ.ประยุทธ์” ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีพฤติการณ์จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายไปแล้วหนึ่งรอบ เท่ากับ “ความผิดสำเร็จ”
“นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย หนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่สุด ผอ.ศบค. (พล.อ.ประยุทธ์) ต้องออก ถ้าไม่ลาออก เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการคุณ เหมือนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาฯเสนอว่า ท่านประมาท เลินเล่อ ปล่อยให้เชื้อแพร่กระจาย และจงใจปล่อยให้คนตายอย่างต่อเนื่อง ถ้าคุณไม่ออกด้วยจิตสำนึก หรือมโนธรรมของคุณเอง ก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือมาตรการทางสภา”
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 กรกฎาคม 2564 รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า ถึงเวลาที่ศาลต้องสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายในการเอาผิดกับผู้บริหารสูงสุดของรัฐ ในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผิดพลาดจนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชน การเพิกเฉยไม่ทบทวนผลลัพธ์ของการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด
การไม่รับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน และความล่าช้าในการดำเนินการแก้ปัญหาทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล เป็นพยานหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการ “งดเว้น” หน้าที่ที่พึงต้องกระทำ
และ “จงใจ” ที่จะให้ความเสียหายดำรงอยู่ต่อเนื่องไป การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนี้เลยระดับของความประมาทเลินเล่อไปแล้ว
เดือนกรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ กำลังอยู่ในโซนอันตราย