เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Fontcraft : เบื้องหลังการสร้างฟอนต์ กับ 15 ปีของการ “รดน้ำทุกวัน”
Business Fontcraft : เบื้องหลังการสร้างฟอนต์ กับ 15 ปีของการ “รดน้ำทุกวัน”
ญี่ปุ่นส่งสัญญาณเปลี่ยนระยะในนโยบาย หลังปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 %
World ญี่ปุ่นส่งสัญญาณเปลี่ยนระยะในนโยบาย หลังปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 %
ค้าปลีกย่านลุมพินีเดือด 2 ยักษ์เสริมเขี้ยวชิงนักช็อป
Business ค้าปลีกย่านลุมพินีเดือด 2 ยักษ์เสริมเขี้ยวชิงนักช็อป
หมดยุครายได้ทางเดียว ? แค่ครึ่งปีแรก 2569 คนหันมาขับ Grab เพิ่ม 68%
Tech หมดยุครายได้ทางเดียว ? แค่ครึ่งปีแรก 2569 คนหันมาขับ Grab เพิ่ม 68%
รถไฟสายใหม่ ”เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” คืบหน้าแล้ว 70% ”อุโมงค์งาว” ยาวสุดในไทยเจาะเสร็จปีนี้
Real Estate รถไฟสายใหม่ ”เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” คืบหน้าแล้ว 70% ”อุโมงค์งาว” ยาวสุดในไทยเจาะเสร็จปีนี้
แสนสิริ อวดโฉม “เวียร์ อารีย์” คอนโดหรูเลี้ยงสัตว์ได้ เปิดให้ชมตึกจริง 19-20 ก.ย.นี้
Real Estate แสนสิริ อวดโฉม “เวียร์ อารีย์” คอนโดหรูเลี้ยงสัตว์ได้ เปิดให้ชมตึกจริง 19-20 ก.ย.นี้
เวทีลงทุนรัสเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 เตรียมเปิดฉากปลายตุลาคมนี้ ปักหมุดกรุงเทพฯ
Economic เวทีลงทุนรัสเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 เตรียมเปิดฉากปลายตุลาคมนี้ ปักหมุดกรุงเทพฯ
ผ่าปมร้อน “ศึกงบรถขยะ EV กทม. 6 พันล้าน”  เหตุผลฝ่ายบริหาร-ข้อค้านสภาเมือง-มติตัดงบ
Politics ผ่าปมร้อน “ศึกงบรถขยะ EV กทม. 6 พันล้าน” เหตุผลฝ่ายบริหาร-ข้อค้านสภาเมือง-มติตัดงบ
กรมการท่องเที่ยวมอบรางวัล  “ASEAN Tourism Professionals”  แก่เยาวชนและบุคลากร
Biz Movement กรมการท่องเที่ยวมอบรางวัล  “ASEAN Tourism Professionals”  แก่เยาวชนและบุคลากร
ศุภจี จ่อชง ครม. แผนอุ้มค่าครองชีพ-เกษตร รับมือพลังงาน คาดเงินเฟ้อปีนี้ไม่ถึง 3%
Politics ศุภจี จ่อชง ครม. แผนอุ้มค่าครองชีพ-เกษตร รับมือพลังงาน คาดเงินเฟ้อปีนี้ไม่ถึง 3%
ดูทั้งหมด

Fontcraft : เบื้องหลังการสร้างฟอนต์ กับ 15 ปีของการ “รดน้ำทุกวัน”

18 ก.ย. 2569 | 16:54น.
EXCLUSIVE
เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
ภาพ : ภูริณัฐ พูลธัญกิจ

‘แบบอักษร’ หรือ ‘ฟอนต์ (Font)’ หนึ่งในองค์ประกอบของงานเขียนและงานศิลปะที่ทำหน้าที่ตั้งแต่ความสวยงาม บ่งบอกเอกลักษณ์ ตัวตน จนถึงความเรียบง่าย อ่านสบายตา

ในประเทศไทย มีผู้พัฒนาฟอนต์ฝีมือดีมากมาย ตั้งแต่ระดับสตูดิโอใหญ่ จนถึงสตูดิโอที่เล็ก ๆ แต่มีผลงานเจ๋ง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “Fontcraft (ฟอนต์คราฟต์)” สตูดิโอฟอนต์สัญชาติไทยที่พัฒนาผลงานมาแล้วทั้งฟอนต์ของสตูดิโอมากกว่าหลักร้อยแบบ และงาน Custom Font ให้กับองค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และสตูดิโอผู้พัฒนาเกม

ขณะเดียวกัน เราทุกคนอยู่ในยุคที่ AI สามารถเนรมิตภาพและข้อความได้เพียงเสี้ยววินาที เหตุใดงานออกแบบตัวอักษรจากฝีมือมนุษย์ จึงยังคงมีเสน่ห์และคุณค่าที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทน ?

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนคุยกับ ‘จุติพงศ์ ภูสุมาศ’ และ ‘สุวิสา แซ่อึ่ง’ ดีไซน์เนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอฟอนต์สัญชาติไทยแห่งนี้ เพื่อสำรวจ Passion และเรื่องราวเบื้องหลังการผลิตฟอนต์ที่มีมากกว่าเรื่องของความสวยงาม

(ซ้าย) สุวิสา แซ่อึ่ง – (ขวา) จุติพงศ์ ภูสุมาศ

จากความสนุก สู่สตูดิโอ

จุติพงศ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานผลิตฟอนต์ว่า เริ่มจากธุรกิจโรงพิมพ์ของครอบครัว และมีความคุ้นเคยกับแบบตัวอักษรมาตั้งแต่เด็ก ต่อมาได้ลองนำลายมือตัวเองมาเข้าโปรแกรมทำเป็นฟอนต์ แล้วรู้สึกสนุกเมื่อได้เห็นผลงาน กระทั่งเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย ได้รับโอกาสจากรุ่นพี่ในการทำฟอนต์และเริ่มมีรายได้ จึงเห็นความเป็นไปได้และเริ่มก่อตั้ง Fontcraft ขึ้นมาครับ

ส่วนสุวิสา เล่าว่า ส่วนตัวชอบงานคิด ชอบวาด และชอบประดิษฐ์การ์ดมาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่ได้เรียนจบสาขาการทำฟอนต์โดยตรง แต่เมื่อเจอผู้ร่วมก่อตั้งตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วพบว่ามีความชอบเรื่องตัวอักษรเหมือนกัน จึงได้มาทดลองทำฟอนต์ร่วมกัน

ปัจจุบัน Fontcraft เปิดมาแล้วกว่า 15 ปี มีทั้งฟอนต์ที่เป็นของสตูดิโอเองมากถึงหลักร้อยฟอนต์ จนถึงงาน Custom Font ที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการและอัตลักษณ์ของลูกค้าเอง

โดยฟอนต์ชุดแรก ๆ ของสตูดิโอ จะเป็นฟอนต์ที่มีลักษณะลายมือประดิษฐ์ที่นำมาดัดปรับเส้นอักษรให้สมบูรณ์ อ่านง่าย และมีความสมูทมากขึ้น เช่น วอฟเฟิล (FC Waffle), มัฟฟิน (FC Muffin), ละมุน (FC Lamoon)

ถอดแนวคิดพัฒนาฟอนต์ แบบ Fontcraft

2 ผู้ก่อตั้ง เล่าถึงกระบวนการพัฒนาฟอนต์ของ Fontcraft แยกเป็น 2 รูปแบบ

หากเป็นงาน Custom Font จะเน้นทำตามโจทย์และความต้องการของลูกค้า เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์เป็นหลัก บางโจทย์เป็นการอนุรักษ์ เช่น การถอดลายมือบุคคลสำคัญจากปากกาหมึกซึมในสมุดบันทึกเก่า เราต้องเก็บรายละเอียดทุกจุด แม้กระทั่งรอยหยดหมึกที่ซึมตามเส้นเขียน

ไปจนถึงฟอนต์ที่ผลิตให้กับบล็อกเกอร์ (Blogger) คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะเพจ และฟอนต์ภาษาไทยสำหรับเกมต่างประเทศ เพื่อให้ Mood & Tone ของฟอนต์ภาษาไทยเข้ากันได้ดีกับ Global Font ภาษาอังกฤษของเกมต้นฉบับ

นอกเหนือจากงานแบรนด์ ยังมีงานเชิงวิจัย เช่น ฟอนต์คัดลายมือสำหรับเด็กปฐมวัย (เน้นเส้นประ สม่ำเสมอ) ฟอนต์สำหรับเด็กประถม และฟอนต์สำหรับผู้สูงอายุ (เน้นโครงสร้างจัตุรัส อ่านง่าย ลดความล้าของสายตา)

ตัวอย่างงาน Custom Font ของ Fontcraft (Fontcraft Studio/Website)

ส่วนงานฟอนต์ของสตูดิโอ Fontcraft ไม่ได้มองการออกแบบฟอนต์เป็นแค่การสร้างตัวอักษรเพียงสไตล์เดียวหรือน้ำหนักเดียวแล้วจบ แต่จะมีการวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มคิดคอนเซปต์ว่าฟอนต์ตระกูลนี้จะมีกี่น้ำหนัก มีกี่สไตล์ และในอนาคตจะขยายไปในทิศทางใดได้บ้าง

จุติพงศ์ เล่าว่า สตูดิโอมักวางโครงสร้างแบบ “จักรวาลฟอนต์” เช่น FC Vision ที่ครอบคลุมทั้งตัวแคบ ตัวกว้าง ตัวหนา ตัวบาง ตัวมีหัว และตัวไม่มีหัว หรือ เอฟซี จงเจริญ (FC Jong Jaroen) ที่ดึงสไตล์ตัวริบบิ้นโบราณมาปรับให้ร่วมสมัย พอปรับเส้นขอบเพียงนิดเดียวก็เปลี่ยนเป็น เอฟซี จงเป็นสุข (FC Jong Pen Suk) ได้อารมณ์ใหม่ทันที

สุวิสา ยกตัวอย่างเพิ่มเติม เช่น ซีรีส์ เอฟซี แฟรกเมนต์ (FC Fragment) ที่เล่นกับการประกอบชิ้นส่วนตัวอักษรไทย เชื่อมโยงเส้นจากข้างนอกเข้าข้างใน และฟอนต์ เอฟซี เฟรนด์ชิพ (FC Friendship) ที่เป็นการดึงเอาเอกลักษณ์ลายมือหัวป่อง ๆ ที่ชอบเขียนลงสมุดเฟรนด์ชิพให้เพื่อนสมัยเรียน มาพัฒนาเป็นฟอนต์ที่ใช้งานได้จริง

ทั้ง 2 อธิบายประโยชน์ของการสร้าง “ตัวอักษรหลัก” ยึดไว้ตั้งแต่นับหนึ่ง โดยสามารถสรุปได้ 3 ประเด็น

ไม่หลุดออกจาก Design Concept : การสร้างตัวอักษรหลัก (Main Character Structure) ไว้เป็นแกนยึด จะช่วยป้องกันไม่ให้การออกแบบหลุดออกนอกเส้นทางเมื่อต้องทำตัวอักษรอื่น ๆ อีกหลายร้อยตัวตามมา

ประหยัดเวลาและกระบวนการทำงาน : หากไม่ได้วางแผนโครงสร้างไว้ตั้งแต่ต้น แล้วมาปรับเปลี่ยนแก้ไขในภายหลัง จะทำได้ยากและเสียเวลามาก

รองรับเทคโนโลยี Variable Font : การวางสเกลความกว้างและน้ำหนักไว้ล่วงหน้า ช่วยให้สามารถใช้เทคโนโลยีฟอนต์สมัยใหม่ ปรับเลื่อนแถบน้ำหนักและความกว้างของตัวอักษรได้อย่างละเอียดและสมบูรณ์

งานฟอนต์ ละเอียด-ซับซ้อน

จุติพงศ์ สะท้อนว่า กลุ่มฟอนต์ตัวมีหัวแบบทางการถือเป็นโซนที่พัฒนายากที่สุด เพราะซ่อนรายละเอียดและเทคนิคเชิงลึกไว้มากมาย โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ฟอนต์โดดเด่นเมื่อใช้เป็นหัวข้อขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยังคงอ่านง่าย สบายตาเมื่อถูกนำไปใช้เป็นตัวเนื้อความขนาดเล็ก (Body Text) เนื่องจากตัวอักษรที่มีช่องไฟแคบเกินไปจะทำให้สายตาผู้อ่านรู้สึกล้าจนไม่อยากอ่านต่อ

นอกจากเรื่องช่องไฟแล้ว การจัดฐานตัวอักษร ก็มีผลต่อจังหวะการอ่านเช่นกัน หากใช้ฐานตัดตรงจะช่วยส่งต่อสายตาไปยังตัวถัดไปได้อย่างราบรื่น แต่หากใช้ฐานโค้ง เมื่อต้องอ่านเนื้อความยาว ๆ สายตาผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนเป็นคลื่นตลอดเวลา

ในเชิงโครงสร้าง ตัวอักษรที่มีรายละเอียดซับซ้อนจะยิ่งจัดการได้ยากเมื่อทำเป็นน้ำหนักตัวหนาทึบ เช่น ต.เต่า ที่มีหัวกลมอยู่ด้านใน หรือ ฒ.ผู้เฒ่า ซึ่งมีความยากระดับสูงสุดเพราะเปรียบเหมือนการนำ ต.เต่า มารวมกับ ม.ม้า ทำให้มีทั้งหัวซ้อนอยู่ข้างในและซ้อนอยู่ข้างหลังในพื้นที่เดียวกัน นักออกแบบจึงต้องใช้เทคนิคเขยิบหัวตรงกลางให้หลบออกมา เพื่อเปิดสเปซภายในให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวและยังคงความสมบูรณ์ตามคอนเซปต์

สุวิสา อธิบายเสริมถึงความซับซ้อนของโครงสร้างภาษาไทย ซึ่งมีทั้งหัวด้านใน หัวด้านนอก หยัก และจะงอย เมื่อทำเป็นตัวอักษรหนามาก ๆ พื้นที่ว่างภายในจะลดลงจนอาจกลายเป็นก้อนตัน จึงต้องใช้เทคนิคพิเศษอย่าง “การซ่อนเก็บมุม” และลดทอนพื้นที่ทึบข้างในลง โดยไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าโครงสร้างตัวหนังสือขาดหายไป ตัวอย่างเช่น ตรงเส้นตั้งของตัวอักษร จะมีการปรับเส้นให้คอดเข้าเล็กน้อยเพื่อเปิดพื้นที่ว่าง (Space) ด้านในให้กว้างขึ้น ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ แม้ผู้อ่านจะไม่ทันสังเกตเมื่อมองในขนาดเล็ก แต่เป็นสิ่งที่คนทำฟอนต์ต้องใส่ใจอย่างพิถีพิถัน

จุติพงศ์ สรุปทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญทั้งหมดคือ การจัดสมดุลระหว่างพื้นที่สีขาวและพื้นที่สีดำ เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้อ่านหนังสือแบบกวาดสายตารายตัว แต่สมองจะรับรู้เป็นภาพรวมทั้งก้อน หากมีตัวอักษรใดทึบเกินไปหรือโดดออกมา จะทำให้เสียจังหวะการอ่านทันที การปรับเทคนิคเหล่านี้จึงช่วยให้ตัวหนังสือทั้งหมดกลมกลืนและอ่านได้อย่างราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ

โมเดลธุรกิจ “ลิขสิทธิ์ฟอนต์” 1 แบงค์ม่วง

อีกหนึ่งความน่าสนใจของ Fontcraft คือโมเดลรายได้ที่นอกจากการทำ Custom Font ให้องค์กรต่าง ๆ แล้ว ยังมีการหารายได้จากค่าลิขสิทธิ์ฟอนต์ในราคาเพียงชุดละ 500 บาทเท่านั้น

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดค่าลิขสิทธิ์ฟอนต์ในราคาที่เข้าถึงได้ มาจากแนวคิดของผู้คนในอดีต และเป้าหมายที่อยากเปลี่ยนแนวคิดผู้คนเรื่อง ‘ลิขสิทธิ์ฟอนต์’

จุติพงศ์ เล่าว่า ในสมัยเด็ก รูปแบบของการใช้ฟอนต์จะมีทั้งแบบฟอนต์ฟรี และฟอนต์แบบเสียเงิน ซึ่งราคาค่อนข้างสูง และมักซื้อในรูปแบบนิติบุคคลเป็นส่วนใหญ่ บุคคลธรรมดาอาจจะเข้าถึงยาก ประกอบกับความเข้าใจของผู้คนในอดีตที่คิดว่าฟอนต์ที่ดาวน์โหลดได้ คือสามารถใช้ฟรี ทำให้เรื่องลิขสิทธิ์ฟอนต์กลายเป็นประเด็นที่ถูกมองข้าม

ทำให้ Fontcraft ทำโมเดลด้านรายได้ที่ชัดเจนสำหรับฟอนต์ของสตูดิโอเอง โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะหลัก

การใช้งานส่วนตัว (Personal Use) : ดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี กรณีนักเรียน นักศึกษา พิมพ์รายงาน ทำสไลด์ PowerPoint นำเสนอ หรือแต่งรูปส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการค้าขาย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำฟอนต์ไปใช้สร้างสรรค์ประโยชน์

การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Commercial Use) : กำหนดให้มี ค่าสนับสนุนลิขสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานหยุดคิดและตั้งคำถามก่อนนำไปใช้ว่า “ฟอนต์นี้ใครเป็นคนออกแบบ และมีเงื่อนไขลิขสิทธิ์อย่างไร”

ส่วนไอเดียของการกำหนดค่าลิขสิทธิ์ฟอนต์ที่ 500 บาทนั้น สุวิสา อธิบายว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่คือการทำให้คนในสังคมเข้าถึงลิขสิทธิ์ได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหนักเกินไป

ราคา 500 บาทต่อฟอนต์ จึงถูกกำหนดขึ้นให้เป็น “ราคาตรงกลาง” เปรียบเหมือนการจ่าย ธนบัตร 500 บาท เพียงใบเดียว เป็นตัวเลขที่จดจำง่าย ซื้อขายตรงไปตรงมา โดยไม่มีเทคนิคตั้งราคาแบบ 499 บาท และคงราคานี้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปีโดยไม่มีการปรับขึ้น และไม่มีส่วนลด ไม่มีโปรโมชั่นตามเทศกาล เพื่อให้ทุกคนเคารพผลงานสร้างสรรค์อย่างเสมอภาค โดยไม่มีเรื่องการต่อรองราคาหรือความเหลื่อมล้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง

เราอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของลิขสิทธิ์เท่ากัน ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นบริษัท เป็นผู้ทำงาน รายได้มากหรือน้อยแค่ไหน แต่อยากให้ทุกคนเท่ากัน เราก็เลยเป็นราคาเดียว ยืนยันคอนเซปต์ว่า อยากให้ทุกคนได้เท่ากัน มีสิทธิ์เท่ากัน ก็เลยเป็นราคานี้ ราคาตรงกลางที่ไม่ถูกและไม่แพงเกินไป แล้วก็เท่ากันทุกคน

นอกจากนี้ งานฟอนต์ของสตูดิโอเองก็มีการพัฒนาความสามารถตามยุคสมัยด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบัน 1 ชุดฟอนต์จะได้ขนาดน้ำหนักตัวอักษรที่มากขึ้นกว่าเดิม หรือมีสไตล์ที่โดดเด่นขึ้นกว่าเดิม ในราคาที่เท่ากับในอดีต

ขณะเดียวกัน งานสตูดิโอฟอนต์ยังทำหน้าที่เป็นพอร์ตโฟลิโอทางอ้อม ที่แสดงแนวคิดและความเชี่ยวชาญ จนนำไปสู่งานว่าจ้าง Custom Font จากลูกค้าระดับองค์กรในที่สุด

ในแง่ของผลลัพธ์โมเดลดังกล่าว นอกจากจะทำให้คนทำงานสร้างสรรค์สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้วงการฟอนต์ไทย ช่วยให้ผู้คนตระหนักว่า “ฟอนต์ทุกตัวมีผู้สร้างสรรค์และมีลิขสิทธิ์อยู่เบื้องหลัง” ส่งผลให้วงการออกแบบเติบโตขึ้นอย่างถูกต้องและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ความท้าทาย งานพัฒนาฟอนต์

ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว ความท้าทายของงานออกแบบฟอนต์ถูกแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก คือ งานดีไซน์ และ ระบบเทคนิคหลังบ้าน

จุติพงศ์ อธิบายว่า ในมิติงานดีไซน์ นักออกแบบไม่เพียงแต่ต้องผลักดันขอบเขตแบบอักษรให้เข้าตาและสร้างความคุ้นชินแก่สายตามนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึง “สายตาของคอมพิวเตอร์” (OCR / Computer Vision) เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีอ่านข้อความจากรูปภาพอย่างแพร่หลาย ตัวอักษรที่ดีจึงต้องอ่านง่ายทั้งในมุมมองของมนุษย์และแม่นยำในระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์

ขณะเดียวกัน ในมิติหลังบ้าน การพัฒนาไฟล์ฟอนต์ให้รองรับแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ไม่ว่าจะแอปตัดต่อ สื่อโซเชียลมีเดีย และระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ ในมือถือและแท็บเล็ต ถือเป็นงานที่ต้องปรับ Fine-tune อยู่เสมอ โดยอาศัยฟีดแบ็กจริงจากผู้ใช้งานเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วได้อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ในเชิงคุณภาพงานออกแบบ จุติพงศ์ ยืนยันว่า AI ยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ 100% เพราะ AI ขาด “ตาเนื้อ” และความเข้าใจในพฤติกรรมการรับรู้ของมนุษย์

จุติพงศ์ อธิบายหลักการเชิงลึกว่า คอมพิวเตอร์ประมวลผลจากตัวเลขและความเท่ากันทางคณิตศาสตร์ แต่ตาเนื้อของมนุษย์มีความไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้งานฟอนต์ต้องอาศัยเทคนิค Optical Adjustment (การปรับชดเชยสายตา) เพราะหากวาดรูปร่างต่าง ๆ ในขนาดที่เท่ากัน คอมพิวเตอร์จะมองว่าเท่ากัน แต่สายตามนุษย์จะรู้สึกว่าไม่เท่ากัน นักออกแบบจึงต้องปรับรายละเอียดเพื่อให้มองแล้วเกิดความรู้สึกสมดุล

สี่เหลี่ยม วงกลม และสามเหลี่ยม หากทำขนาดเท่ากันเป๊ะ คอมพิวเตอร์จะมองว่าเท่ากัน แต่สายตามนุษย์จะรู้สึกว่าวงกลมเล็กกว่า นักออกแบบจึงต้องขยายวงกลมให้เกยขอบ (Overshoot) ออกมา หรือเส้นนอนที่สายตามนุษย์จะมองว่าหนากว่าเส้นตั้งเสมอ เราก็ต้องปรับเส้นนอนให้บางลงเพื่อให้มองแล้วรู้สึกสมดุล

เมื่อพูดถึงการเข้ามาของ AI (Artificial Intelligence) สุวิสา ชี้ให้เห็นถึงประเด็นลิขสิทธิ์อันน่ากังวลว่า AI เปรียบเสมือน “กล่องดำ” ที่ดึงข้อมูลและแบบอักษรจากทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตมาประมวลผลโดยไม่สามารถระบุที่มาได้ ผู้ใช้งานจำนวนมากจึงอาจนำภาพหรือข้อความที่ AI เจนออกมาไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ทราบว่ากำลังละเมิดลิขสิทธิ์ฟอนต์ของผู้อื่นอยู่

นอกจากนี้ มนุษย์ยังต้องการสื่อสารด้วยความรู้สึกของมนุษย์ด้วยกัน งานที่ทำด้วยความพยายามและแรงงานของมนุษย์ย่อมมีคุณค่าและจิตวิญญาณสอดแทรกอยู่

เมื่อถามถึงหลักการรับมือกับ AI ทั้ง 2 ผู้ก่อตั้งกล่าวว่า Fontcraft ไม่ได้มอง AI เป็นศัตรู แต่มองเป็น “เครื่องมือและผู้ช่วย” ที่ช่วยย่นระยะเวลาการทำงานจากจุด A ไปจุด B ให้รวดเร็วขึ้น

เราปฏิเสธอนาคตและเทคโนโลยีไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับมัน ใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรง แล้วใช้ทักษะ สายตา และคุณค่าการสร้างสรรค์ของมนุษย์มาต่อยอดให้งานมีเอกลักษณ์อย่างแท้จริง

ก้าวต่อไป พางานไทย Go Global

ตลอดระยะเวลา 15 ปีของการเดินทาง ผลงานฟอนต์เกือบ 100 ชุดประจำสตูดิโอ และ Custom Font อีกมากมาย กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทั้งสองผู้ก่อตั้งยังคงสนุกกับงานดีไซน์อยู่เสมอ

จุติพงศ์ เล่าว่า ทุกครั้งที่เห็นฟอนต์ของตัวเองปรากฏอยู่ตามป้ายโฆษณา สินค้า หรือสื่อต่าง ๆ เขายังคงรู้สึกตื่นเต้นและชอบถ่ายรูปคู่กับป้ายเหล่านั้นเสมอ เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า คอนเซปต์และไอเดียที่ถูกกลั่นกรองออกมามีผู้คนเข้าใจและนำไปใช้สื่อสารได้จริง

ขณะที่ สุวิสา เสริมว่า การได้เห็นผู้ใช้งานชื่นชอบและส่งฟีดแบ็กที่ดีกลับมา คือโมเมนต์อันมีค่าที่ทำให้ภูมิใจในเส้นทางสายนี้

เราสองคนไม่ได้จบสายนี้มาโดยตรง แต่เริ่มจากความชอบในวัยเด็ก พอมีโอกาสได้ทำและศึกษาไปเรื่อย ๆ ทำให้เราอยู่กับมันได้นาน พอไอเดียผุดขึ้นมาแล้วทำออกไปสู่ผู้ใช้ แล้วได้รับคำชมหรือฟีดแบ็กที่ดีกลับมา มันเป็นโมเมนต์ดี ๆ ที่ทำให้เราภูมิใจในผลงานมาก

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้ก่อตั้งทั้ง 2 ตั้งเป้าหมายที่จะขยายขอบเขตของ Fontcraft ไปสู่ระดับสากล โดยมองเห็นโอกาสสำคัญ 2 ประการ ทั้งการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากแบรนด์และองค์กรต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย มีความต้องการฟอนต์ภาษาไทยที่มีอัตลักษณ์และคุณภาพสูงตรงตาม Global Brand Guidelines มากยิ่งขึ้น

และการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มดีไซน์ระดับโลก เพื่อช่วยลดอุปสรรคการเข้าถึง และเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ทั่วโลกเรียกใช้ฟอนต์ไทยได้สะดวกรวดเร็ว

“รดน้ำทุกวัน” สม่ำเสมอ สนุกกับสิ่งที่ทำ

เมื่อให้สรุปบทเรียนชีวิตและการทำธุรกิจตลอด 15 ปี สุวิสา เปรียบเปรย Fontcraft ว่าเหมือนกับ “ต้นไม้” ที่หว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนดินตั้งแต่วันแรก ซึ่งไม่รู้เลยว่าเมล็ดพันธุ์นี้จะโตได้แค่ไหน บทเรียนที่ได้รับคือ ไม่ว่าจะเป็นงานฟอนต์หรือเรื่องใดในชีวิต หากเรามีความพยายาม ความตั้งใจ และทำมันอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่งมันจะส่งผลให้เราได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างแน่นอน

แต่หัวใจสำคัญคือ ‘อย่าคาดหวังผลตอบแทนในทันที’ เพราะเมื่อเราคาดหวังผลลัพธ์ใหญ่ ๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น ความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นภาระหนักบนหลังที่ทำให้เราท้อใจไปก่อน แต่หากทำด้วยความตั้งใจ สม่ำเสมอ และรักษาความสนุกเอาไว้ได้ วันหนึ่งทุกอย่างจะเติบโตอย่างงดงาม

ถ้าเราทำด้วยความสม่ำเสมอ และยังมีใจที่สนุกกับมัน เวลาจะไม่ยาวนานเกินไปเลย และวันหนึ่งมันจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่งดงามให้เราได้เก็บเกี่ยวผลผลิต

จุติพงศ์ สรุปปิดท้ายว่า ในยุคที่เริ่มต้นเมื่อ 15 ปีก่อน การทำฟอนต์ให้เป็นที่รู้จักยังไม่มีสื่อดิจิทัลหรือโซเชียลมีเดียให้สร้างกระแสได้เร็วเหมือนปัจจุบัน สิ่งเดียวที่ทำได้คือการ “รดน้ำทุกวัน” และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

สิ่งที่เราทำได้ตอนนั้นคือไม่สนใจปัจจัยรอบข้าง ทำหน้าที่ของเราในส่วนนี้ให้ดีที่สุด รดน้ำมันทุกวัน ให้มันเติบโต สม่ำเสมอกับมัน สนุกไปกับมัน แล้วผลลัพธ์จะตามมาเอง