โบรกฯซามูไร “แซด คอม” ป้อนลูกค้ามาร์จิ้น ชิงเค้กเทรดออนไลน์
สัมภาษณ์
ท่ามกลางการขยายตัวของตลาดหุ้นไทย ที่ยังติดอยู่ในกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่แห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ ทำให้อีกหนึ่งธุรกิจที่ยังมีหวังจะเติบโตควบคู่กันไปในข้างหน้า ก็หนีไม่พ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซึ่งปัจจุบันมีรายนามบริษัทสมาชิกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า “โบรกเกอร์” รวม 39 ราย และล่าสุดบริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด โบรกฯน้องใหม่จากแดนซามูไร เลือกที่จะก้าวเข้ามาชิมลาง ซึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับทีมผู้บริหารบริษัท ถึงการเดินเกมธุรกิจ เพื่อเจาะถึงตลาดลูกค้า “นักลงทุนไทย” ก่อนจะเปิดดำเนินการเป็นทางการ 13 พ.ย.นี้
สบช่องลุยตลาดบลูโอเชี่ยน
“ธุรกิจโบรกเกอร์ในไทย ยังเป็นตลาดบลูโอเชี่ยน โดยเฉพาะกลุ่มบัญชีมาร์จิ้นยังไม่มีใครลงไปจับจริงจัง ส่วนใหญ่ไปเน้นบัญชีแคชแอ็กเคานต์” นี่คือมุมมองของ “เมกุมุ โมโตฮิสะ” หรือ “โมโตะ ซัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บล.แซด คอม ที่เห็นช่องว่างทางธุรกิจ ที่ยังสามารถก้าวเข้ามาทำธุรกิจโบรกเกอร์ออนไลน์ในไทย
โดยรูปแบบธุรกิจโบรกเกอร์ของ แซด คอม จะมี 2 บริการ คือ บัญชีแคชบาลานซ์ (บัญชีเงินสด) กับบัญชีเครดิตบาลานซ์ (บัญชีมาร์จิ้น) แต่ “โมโตะ ซัน” จะรุกจุดขายด้วยบัญชีมาร์จิ้น ที่เปิดกว้างให้สามารถใช้ซื้อหลักทรัพย์ได้มากถึง 500 บริษัท รวมไปถึงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าใหม่ หรือหุ้น IPO และกองรีทส์ ซึ่งแตกต่างจากโบรกฯรายอื่นที่ครอบคลุมหลักทรัพย์สำหรับบัญชีมาร์จิ้นประมาณ 200 บริษัท
ส่วนรายละเอียดของการใช้บัญชีมาร์จิ้น บริษัทจะกำหนดให้ลูกค้าต้องวางเงิน หรือหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน โดยจะให้วงเงินกู้เท่ากับมูลค่าหลักประกัน เช่น ลูกค้าวางเงินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน 100 บาท ก็สามารถกู้ยืมเงินเพื่อทำการซื้อได้ในวงเงิน 100 บาท ขณะที่ดอกเบี้ยกู้ยืมเงินของบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 8% ซึ่งสูงกว่า บล.รายอื่น ดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ราว 6% ส่วนค่าคอมมิสชั่น กำหนดมูลค่าการซื้อขายทุก 1 แสนบาท จะมีค่าคอมมิสชั่นในการซื้อขาย 100 บาท
ญี่ปุ่นพร้อมเพิ่มทุนอีก 1 พันล้าน
ซีอีโอซามูไรยอมรับว่า แม้การเปิดให้บริการบัญชีมาร์จิ้น ทำให้บริษัทจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ามาร์จิ้น แต่แซด คอม มีทุนหนาจากบริษัทแม่ คือ กลุ่ม GMO CLICK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการฟอเร็กซ์ (อัตราแลกเปลี่ยน) รายย่อยที่เป็นรายใหญ่ที่สุดและมีสำนักงานใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น ซึ่งพร้อมจะให้การสนับสนุนทางธุรกิจ โดยกันเม็ดเงินเข้าระบบเพิ่มเติมอีก 1 พันล้านบาท
“ตลาดโบรกฯที่ให้บริการบัญชีมาร์จิ้นในไทยโตได้อีกมาก หากดูจากในอเมริกา ปัจจุบันโบรกฯมีสัดส่วนกำไรจากบัญชีมาร์จิ้นอยู่ที่ 90% ค่าคอมฯ 10% ขณะที่โบรกฯในญี่ปุ่นเองก็มีกำไรบัญชีมาร์จิ้น 50% ค่าคอมฯ 50% แต่ในเมืองไทยบางโบรกฯยังไม่สนับสนุนการใช้บัญชีมาร์จิ้นด้วยซ้ำ ทำให้เรามองโอกาสที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยยังกว้างมาก เราถึงตัดสินใจมาลงทุน และพร้อมที่จะเพิ่มทุนทุกเมื่อ” โมโตะ ซัน กล่าวให้ความเชื่อมั่น
ตั้งเป้าผู้นำโบรกฯออนไลน์
มาที่ฝั่งผู้บริหารคนไทย “ประกฤต ธัญวลัย” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแซด คอม กล่าวถึงทิศทางของบริษัทนี้ว่า นอกจากจะชูจุดขาย “บัญชีมาร์จิ้น” และ “ค่าคอมฯ” อัตราคงที่แล้ว เรายังมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ยังมีช่องว่างอยู่ คือ กลุ่มลูกค้าขนาดกลาง โดยเราจะแนะนำผ่านการลงทุนหุ้นกลุ่มขนาดรอง หุ้นเล็กที่มีพื้นฐานดี ซึ่งบริษัทจะมีข้อมูลบทวิเคราะห์ต่าง ๆ เผยแพร่ในเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก โดยตอนนี้จะมีทีมงานนักวิเคราะห์ของบริษัท 4 คน
สำหรับการเปิดตลาดในปีแรก บริษัทจะตั้งเป้าหมายมีจำนวนบัญชีลูกค้า 5-7 พันราย สามารถครองส่วนแบ่งตลาดราว 0.5% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.7-0.8% ในปีที่สอง และ 1.2% ในปีที่สาม ส่วนเป้าหมายในระยะยาวของบริษัทปักธงจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งใน “โบรกเกอร์ออนไลน์” ให้ได้ภายในปีครึ่งถึง 2 ปี ขณะที่ตอนนี้โบรกเกอร์ออนไลน์จริง ๆ ยังมีไม่กี่ราย ซึ่งเราจะมีระบบเทรดออนไลน์ที่นำเข้ามา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และโปรดักต์ที่จะปล่อยออกมาใหม่ ๆ ในอนาคตอันใกล้ จึงมองว่าแซด คอมจะเป็นผู้นำได้แน่นอน พร้อมกับคาดว่าจะเริ่มเห็นกำไรภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งแผนหลังจากนั้นมองโอกาสที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
“ตอนนี้ผมมองว่าเทรนด์ในไทยกำลังตามญี่ปุ่นไปเรื่อย ๆ ในเรื่องของระบบการใช้งานออนไลน์ ถ้าเทียบก็น่าจะตามญี่ปุ่นเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังจะไปทางเดียวกันกับเขา ปัจจุบันญี่ปุ่นมีอัตราส่วนใช้งานผ่านระบบออนไลน์ 90% เทรดผ่านออนไลน์ของเมืองไทย 50-60% แต่คิดว่ามันจะโตไปเรื่อย ๆ จากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป” ประกฤตกล่าวทิ้งท้าย