ถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพ ผ่านห้องเรียนปฏิบัติจริง
คอลัมน์ เปิดมุมมอง
โดย ดร.ชฎิล จุฑาจินดาเขต TEAM GROUP
นิสิตนักศึกษาที่จบมาใหม่ ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ เมื่อเข้ามาทำงานก็ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น มักจะเป็นคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเป็นแบบ research institute เน้นทางด้านวิชาการ การจะเติมเต็มด้านวิชาชีพในลักษณะของ practical institute เพื่อไปต่อยอดให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที เมื่อจบการศึกษา ยังไม่มีหรือมีน้อย โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม จึงเป็นที่มาของงานการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพผ่าน “ห้องเรียนปฏิบัติจริง”
ความสนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทางวิชาชีพ ดำเนินการด้วยการจัดฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาชีพและการบริหารให้แก่บุคลากรภายในองค์กรมีมาตลอด ประกอบกับตลาดงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทย มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการที่เป็นองค์กรประกอบธุรกิจทางด้านที่ปรึกษา จึงตระหนักว่าวิศวกรและช่างเทคนิคที่สำเร็จจากมหาวิทยาลัยทั่วไปยังต้องฝึกอบรมก่อนเข้าปฏิบัติงานจริง จึงก่อให้เกิดแนวคิดวิทยาลัยเชิงปฏิบัติพัฒนาวิชาชีพขึ้น
ที่ผ่านมาการดำเนินการในส่วนแรก คือ การบริหารจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ มีการถ่ายทอดให้แก่พนักงานภายในองค์กร พัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรมใหม่ ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้ดียิ่งขึ้น ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้บุคลากรได้เรียนรู้และนำไปต่อยอดการปฏิบัติงานได้
ส่งผลทำให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในองค์กร เป็นกระบวนการแรกเริ่มของการบริหารจัดการองค์ความรู้ คือ การจัดตั้ง SK & KM (Stock of Knowledge and Knowledge Management) จัดเก็บรวบรวมวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ digital files จนกลายเป็นคลังความรู้ขุมทรัพย์อันมีค่าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิศวกรรมและงานแขนงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพัฒนาระบบเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และสืบค้นข้อมูล สำหรับพนักงานภายในองค์กร ให้นำไปใช้เป็นแนวทางและต่อยอดในการปฏิบัติงานได้ต่อไป
นอกจากนี้ การสกัดองค์ความรู้ที่สั่งสมอยู่ในตัวบุคคลผ่านกิจกรรม “เสวนากลุ่ม” COPs (Community of Practices) มีการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน เรียนรู้ร่วมกัน ยกระดับความรู้ผ่านการปฏิบัติ ประยุกต์ และปรับใช้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล สำหรับการพัฒนาศักยภาพ และการดำเนินโครงการต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ
ในส่วนที่ 2 คือ การพัฒนาบุคลากรทางวิชาชีพ ด้วยการก่อตั้งสถาบันการอบรม “Institute of Management and Technology : IMT” ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นวิทยาลัยเชิงปฏิบัติพัฒนาวิชาชีพ หลากหลายสาขา เน้นการจัดฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาชีพและการบริหารให้กับบุคลากรทั้งภายในและภายนอก เปิดรับนักศึกษาและช่างเทคนิคเข้ามารับการฝึกอบรมต่อยอดจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่มี เป็นแบบ practical engineering
การจัดฝึกอบรมครั้งแรกเมื่อปี 2559 หลักสูตรวิศวกรโยธา ได้รับความสนใจจากผู้เข้ารับการอบรมมาก จนต้องขยายจำนวนรับเพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้ ต่อมาหลักสูตรเครื่องกลไฟฟ้า ได้รับผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามาด้วย ก็ได้รับความสนใจและผู้เข้ารับการอบรมเป็นนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศด้วย ซึ่งนั่นก็บ่งบอกให้ทราบว่าตลาดมีความต้องการ โดยเฉพาะหลักสูตร BIM (Building Information Modeling) ในการออกแบบและเขียนแบบ 3 มิติ และหลักสูตรเทคนิคควบคุมและบริหารงานก่อสร้าง (Construction Supervision and Management)
ต่อมาได้เปิดเพิ่มเติมอีก 3 หลักสูตร ได้แก่ เทคนิคควบคุมและบริหารงานก่อสร้าง สำหรับวิศวกรโยธา สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ การออกแบบและการควบคุมงานโครงการขนาดใหญ่ สำหรับวิศวกร M & E (เครื่องกล & ไฟฟ้า) สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ และการออกแบบและการควบคุมงานโครงการขนาดใหญ่ สำหรับวิศวกร M & E (เครื่องกล & ไฟฟ้า) สำหรับวิศวกรใหม่
ผู้เข้ารับการอบรมล้วนไม่เคยสัมผัสงานทางด้านวิศวกรรม หลักสูตรการอบรมจะจัดให้ได้ไปสัมผัสงานหลักด้านวิศวกรรมเกือบทุกแขนง นอกเหนือจากนั้นยังได้เรียนรู้วิธีการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร
ด้านงานต่างประเทศ มีโอกาสสัมผัสแม้ไม่ได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง แต่ได้เรียนรู้จากวิทยากร พี่เลี้ยง ที่ไปและมาให้คำแนะนำระหว่างที่เขาได้ฝึกอบรมอยู่ในหลักสูตร ตลอดจนเล่าสู่ประสบการณ์ตรงถึงความท้าทายปัญหาและอุปสรรคการทำงานในต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร
และที่สำคัญคือมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมรุ่นที่จะเติบโตไปด้วยกันในอนาคต หากว่าจำเป็นต้องแยกย้ายก็ยังสามารถเชื่อมต่อประสานให้ความช่วยเหลือกันได้
การสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ในส่วนที่ 3 โดยจัดโครงการสหกิจศึกษา และโครงการฝึกงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับบัณฑิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาให้สามารถลงมือปฏิบัติงานจริงได้ทันที และถือเป็นการสรรหาอัตรากำลังให้กับบริษัทอีกช่องทางหนึ่งในการสรรหาบุคลากรได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยมีการลงนามความร่วมมือกับสถานศึกษา อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology หรือ AIT) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนองานวิจัยความก้าวหน้าด้านวิศวกรรม รวมทั้งนวัตกรรมที่จะสร้างมิติใหม่ในแวดวงวิชาการในด้านต่าง ๆ
สุดท้าย คือ การร่วมเป็นองค์กรแม่ข่ายกับสภาวิศวกร IMT มีการประสานความร่วมมือกับสภาวิศวกร โดยร่วมเป็นองค์กรแม่ข่ายจัดฝึกอบรมด้านวิชาชีพ และได้รับใบประกาศรับรองการเป็นองค์กรแม่ข่ายร่วมกับบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะองค์กรแม่ข่ายเมื่อปี 2558 ทำหน้าที่จัดกิจกรรมการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง Continuing Professional Development (CPD) รวมทั้งให้การรองรับกิจกรรม เช่น การออกใบประกาศนียบัตรที่ผ่านการรับรองจากสภาวิศวกร ซึ่งจะได้รับหน่วย PDU เพื่อนำไปขอขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรอาเซียน การเลื่อนระดับวิศวกร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบุคลากรผู้เข้ารับการอบรมในการที่จะนำไปต่อยอดในการปฏิบัติงาน
ปัจจุบันตลาดมีความต้องการแม้ว่ายังไม่ได้เป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย และเป็นแค่ระดับประกาศนียบัตรใบรับรองการทำงานหากแต่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากรับรองโดยสภาวิศวกรไทย แม้ว่าในต่างประเทศเรายังไม่ครอบคลุม แต่ก็มีความสามารถเพียงพอในการไปทำงานในต่างประเทศได้
ที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมด้านวิชาชีพ ออกแบบการเรียนการสอน พัฒนาหลักสูตร ตลอดจนการสอบโดยสถาบัน IMT เฉลี่ยปีละ 25-30 หลักสูตร จัดแบ่งเป็น 5 หลักสูตรหลัก ได้แก่ หลักสูตรการควบคุมและบริหารงานก่อสร้าง หลักสูตร BIM หลักสูตรการเลื่อนระดับวิชาชีพวิศวกร หลักสูตรการพัฒนาด้านวิชาชีพ และหลักสูตรเทคนิคสำหรับงานวิศวกรรม โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภายนอกและภายในบริษัททีมฯ
การถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพ ผ่านห้องเรียนปฏิบัติจริง และด้วยการดำเนินงานข้างต้น เป็นการยกระดับคุณภาพวิศวกรให้มีศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขัน และพร้อมปฏิบัติงานได้ทันทีอย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมเพื่อการขึ้นทะเบียนวิศวกรวิชาชีพอาเซียน และวิศวกรเอเปกที่รองรับโดยสภาวิศวกร และเพื่อพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้า รวมถึงให้เป็นที่ยอมรับในระดับมาตรฐานสากล ที่จะสามารถร่วมสนับสนุนโครงการพัฒนาระดับชาติ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนต่อไป