Skip to content

มหากาพย์…ชุดตรวจ ATK วิบากกรรม “ของดี-ราคาถูก”

01 ก.ย. 2564 | 15:00น.
มหากาพย์…ชุดตรวจ ATK วิบากกรรม “ของดี-ราคาถูก”

จดปากกาลงนามในสัญญากันไปเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับการซื้อขายชุดตรวจโควิด-19 หรือแรพิดแอนติเจนเทสต์ หรือแอนติเจนเทสต์คิต (ATK) ระหว่าง “องค์การเภสัชกรรม” และ “เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์” ในเครือณุศาศิริผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่กระโดดเข้ามารุกตลาดเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ เจ้าของชุดตรวจLepu เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

หลังจากก่อนหน้านี้ ชมรมแพทย์ชนบทได้ออกมาคัดค้านและตั้งข้อสังเกตในเรื่องคุณภาพของชุดตรวจ Lepu โดยเฉพาะกรณีที่ถูกเรียกเก็บสินค้าจากตลาด ขององค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา รวมทั้งกระบวนการจัดซื้อที่หลาย ๆ ฝ่ายยังมีความคลางแคลงใจและอาจไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย

หากย้อนกลับไปก่อนวันที่จะลงนามในสัญญาดังกล่าวจะพบว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลราชวิถีได้ประกาศการจัดซื้อดังกล่าว ผ่านเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง ที่เป็นการเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง

ประจำปีงบประมาณ 2564 ในโครงการยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ โครงการโควิด-19 จำนวน 1 รายการ โดยงบประมาณโครงการเท่ากับ 602,990,000 บาท

นี่เป็นการเริ่มต้นนับ 1 ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แล้ว (มาตรา 11)

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยาเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ตามโครงการพิเศษของ สปสช. ที่ประชุมกันเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา มีเพียงการรับรองเฉพาะเรื่องราคาและจำนวนเท่านั้น แต่ยังไม่มีการรับรองผลิตภัณฑ์

ขณะที่องค์การเภสัชฯได้ระบุว่า เมื่อวานนี้ (วันที่ 26 สิงหาคม 2564) คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยาฯได้เห็นชอบราคาชุดตรวจ ATK ที่องค์การเสนอ พร้อมได้ให้โรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการจัดซื้อจากองค์การต่อไป

เมื่อมีการเริ่มต้นนับ 1 แล้ว หลังจากนี้ไปโรงพยาบาลราชวิถีในฐานะที่เป็นแม่ข่ายของ สปสช.ก็จะมาเริ่มขบวนการเซ็นสัญญาซื้อชุดตรวจดังกล่าวจากองค์การเภสัชฯ เพื่อนำไปกระจายต่อตามแผนที่ สปสช.วางไว้

อย่างไรก็ตาม หลังการลงนามเสร็จสิ้นลง “ศิริญา เทพเจริญ” กรรมการบริหาร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ (มหาชน) จำกัด และกรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ ประเทศไทย จำกัด

ตัวแทนจำหน่ายชุดตรวจ ATK ของบริษัท ออสท์แลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า สินค้าลอตแรกจะมาถึงประเทศไทยด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ประมาณ 3 ล้านชิ้น โดยจะแบ่งเป็น

การประจายให้ประชาชนที่สั่ง พรีออร์เดอร์ ในโครงการ เราไม่ทน ที่เปิดให้ประชาชนจองในราคาชุดละ 75 บาท จำนวน 1,000,000 ชิ้น และส่งมอบให้องค์การเภสัชกรรม 2 ล้านชิ้น

โดยจะทำการส่งมอบครั้งแรกประมาณวันที่ 7 กันยายน และจะทำการส่งมอบเป็นลอต ๆ ต่อไปจนครบ 8.5 ล้านชิ้น และคาดประมาณ 14 วันหลังจากลงนามสัญญา จะสามารถจัดส่งได้ครบทั้ง 1,000 กว่าจุดที่องค์การเภสัชฯกำหนด

ขณะเดียวกัน “ศิริญา” ยังระบุด้วยว่า นอกจากที่ประมูลชุดตรวจลอตใหญ่ 8.5 ล้านชิ้นดังกล่าว ในแง่ของการทำตลาด ตอนนี้ บริษัทได้เริ่มทยอยนำเข้าไปวางจำหน่ายในร้านขายยาเบื้องต้นราว ๆ 100 แห่ง

ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งมีการดีลผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยขายให้ในราคาเดียวกับที่ชนะการประมูลงานขององค์การเภสัช คือ ชุดละ 75 บาท โดย 5 บาท บริษัทจะมอบให้สภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสภาอุตสาหกรรมฯ

“เราขายในราคาถูก เพราะมองว่าถ้าประเทศรอดเราก็รอด เราต้องกลับมาเปิดประเทศให้เร็วที่สุด นี่คือเป้าหมายของเรา”

ขณะที่แหล่งข่าวจากชมรมแพทย์ชนบทแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า หลังจากนี้ไปสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การได้รับชุดตรวจที่ไม่มีความแม่นยำไปใช้ ผลที่จะตามมาก็คือ การแปลผลผิด

แสดงผลผิดพลาดจากบวกแต่อ่านผลเป็นลบคนคนนั้นก็จะเป็นคนไปแพร่เชื้อต่อทั้งที่ครอบครัว ในบริษัท ในชุมชน และอีกด้านหนึ่ง การแปลผลที่คลาดเคลื่อนยังจะส่งผลให้ผู้ป่วยคนนั้นเสียโอกาสในการที่จะได้รับการรักษา

การรักษาช้าก็มีโอกาสเสียชีวิตต้องใช้งบฯในการรักษาใช้เวลารักษามากขึ้น หรืออีกด้านหนึ่ง หากตรวจจากชุดตรวจดังกล่าวแล้วไม่มั่นใจ ก็ต้องมาตรวจซ้ำอีก เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

เทียบกับสิงคโปร์ ล่าสุดองค์กรวิทยาศาสตร์สุขภาพของสิงคโปร์ The Health Sciences Authority (HSA) ได้ประกาศรับรอง ATK เพียง 6 รายการ ที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศ และอย่างน้อย 3 รายการเป็นมาตรฐานที่ WHO รับรองคือ โรช, แพนไบโอ และสแตนดาร์ด คิว

แม้จะบอกว่า การจัดซื้อชุดตรวจครั้งนี้จะช่วยลดลงของ สปสช.ได้กว่า 400 ล้านบาท แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ของถูกอาจจะไม่ตอบโจทย์กับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่หนักอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ชมรมแพทย์ชนบทประกาศจะเดินหน้าติดตามตรวจสอบความแม่นยำของเอทีเคที่ อภ.จัดซื้อมาครั้งนี้ โดยได้มีการตั้งทีมตรวจสอบขึ้นมารองรับแล้ว

นอกจากการตรวจสอบคุณภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและหาทางออกในเรื่องนี้ ปมประเด็นอีกอย่างหนึ่งมีการพูดถึงมากในเวลานี้ คือ การจัดซื้อที่อาจจะมีข้อกังขา และอาจเข้าข่ายความผิด ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯด้วยหรือไม่

ยกตัวอย่าง กรณีของมาตรา 8 ที่ระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานของรัฐ และต้องสอดคล้องกับหลักการ “คุ้มค่าโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ตรวจสอบได้”

ที่สำคัญ กฎหมายนี้ยังมีบทลงโทษที่รุนแรง ทั้งจำคุกและปรับ มาตรา 120 (ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ) และมาตรา 121 (อาญา)

หากมีใครหยิบยกขึ้นมาร้อง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องคงหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตาม ๆ กัน

จึงไม่แปลกใจที่ก่อนจะมีการลงนามในสัญญา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์การเภสัชฯ โรงพยาบาลราชวิถี

รวมถึงสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ในฐานะเจ้าของเงินเจ้าของโครงการ ต่างก็ยึดระเบียบ-ข้อกฎหมายเป็นที่พึ่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

อย่างไรก็ตาม ถึงนาทีนี้ เชื่อว่า กรณีชุดตรวจ ATK ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นมหากาพย์ที่ต้องติดตามดูกันไปยาว ๆ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ATK