เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
EV เชอรี ไทยแลนด์ ขึ้นไลน์ประกอบ Chery V23 ที่โรงงานระยอง
“อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
Politics “อรรถวิชช์” งัดผลทดสอบตึกสตง. ไม่ตรงกัน
อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
Politics อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
“ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
Politics “ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
Biz Movement NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
News จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
Real Estate SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
Finance วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
Finance ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
Business ‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
ดูทั้งหมด

ประยุทธ์ โชว์ ใส่เงินเข้ากระเป๋าตรง 8.5 แสนล้าน 42.3 ล้านคน

01 ก.ย. 2564 | 16:01น.

ประยุทธ์ โชว์แผนกู้วิกฤตโควิด ทุ่มมาตรการการเงิน-การคลัง ใส่เงินเข้ากระเป๋าประชาชนโดยตรงแล้ว 8.5 แสนล้านบาท 42.3 ล้านคน-ทำต่อเนื่อง ก้าวกระโดดขนาดครั้งประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีนายกฯคนไหนเคยช่วยประชาชนแบบนี้

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วันที่สองว่าโควิด-19 เป็นวิกฤตระดับโลก ข้อมูลจาก WHO ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกสูงกว่า 216.9 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 4.5 ล้านคน แรงงานทั่วโลกตกงานจำนวนมา

จากมาตรการจำกัดการเดินทางและจำกัดกิจกรรมเสี่ยงต่าง ๆ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การออกมาตรการด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นมาตรการจำกัดการเคลื่อนที่ การเว้นระยะห่างทางสังคม การจำกัดกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปทั่วโลก และเป็นปัญหาที่ทุกประทศทั่วโลก ต่างต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาธารณสุขนำหน้าเศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการเคลื่อนที่ การเว้นระยะห่างทางสังคม อย่างหนักและมากกว่าหลายประเทศในโลกที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวเคยเป็นฮีโร่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไว้ ในปี 2562 ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ถึง 20% ของ GDP และมีการจ้างงานกว่า 8.3 ล้านตำแหน่ง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเกือบ 40 ล้านคน สร้างรายได้มหาศาล ซึ่งการท่องเที่ยวได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์ มีการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างกิจการที่เกี่ยวข้องขึ้นมากมาย

“แต่วิกฤตครั้งนี้ส่งผลลบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวไทย นักท่องเที่ยวต่างประเทศลดเหลือเพียงประมาณ 6.7 ล้านคนในปี 2563 และคาดว่าจะลดลงต่ำกว่า 1 ล้านคนในปี 2564 อันเป็นผลมาจากมาตรการต่าง ๆ ด้านสาธารณสุขที่ออกมาเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19”

รัฐบาลให้ความสำคัญกับด้านสาธารณสุขนำหน้าเศรษฐกิจ รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาในทุก ๆ ด้าน แต่มุ่งเน้นไปที่ด้านสาธารณสุขอย่างเต็มที่ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับต่างประเทศและค่าเฉลี่ยของโลก แต่ก็ส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ

 

รับปากจะทำให้ดีกว่านี้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยบริหารสถานการณ์โควิดได้ดีไม่แพ้ประเทศอื่นในโลก เห็นได้จากอัตราการติดเชื้อ (% ติดเชื้อต่อประชากร) – ณ วันที่ 31 สิงหาคม ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.77% ซึ่งมีอัตราผู้ติดเชื้อต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 2.97% ของประชากร อัตราการเสียชีวิต (% เสียชีวิตต่อติดเชื้อ) – ณ วันที่ 31 สิงหาคม ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.95% ซึ่งมีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 2.07% ของผู้ติดเชื้อ

“แน่นอนว่ารัฐบาลต้องการทำให้ดีกว่านี้ การสูญเสียประชากรแม้เพียง 1 คน ผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดดังกล่าวก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงาน หรือทำงานได้ไม่ดีนั้น ไม่เป็นความจริง”

รัฐบาลได้ใช้นโยบายการเงินการคลังขนาดใหญ่มาเยียวยาและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า รัฐบาลได้เน้นมาตรการป้องกันและแก้ไขการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวจึงทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและนำเข้า เหลือเพียงการใช้จ่ายภาครัฐที่ช่วยประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง

World Bank-IMF ยกความเชื่อมั่นไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ปี 2563 เศรษฐกิจไทย มี GDP ติดลบ -6.1% โดยติดลบในทุกภาคส่วน ยกเว้นการบริโภคของภาครัฐที่โต +0.9% และการลงทุนของภาครัฐที่โต +5.7% ซึ่งมาช่วยพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาความรุนแรงของผลกระทบในภาคอื่น ๆ มาตรการทางการเงินการคลังของภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างมากในภาวะวิกฤตเช่นนี้ และรัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้เป็นอย่างดี

“ผมขอยกเอารายงานขององค์กรระหว่างประเทศ 2 องค์กร ที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลก คือ 1.รายงานตามติดเศรษฐกิจไทย ฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ของธนาคารโลก หรือ World Bank กับ 2.รายงาน Fiscal Monitor ฉบับเดือนเมษายน 2564 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF มาเป็นตัวอย่างประกอบว่ารัฐบาลดำเนินการได้ดีอย่างไร”

โดยรายงานของธนาคารโลกได้ระบุว่า การระบาดหลายระลอกของโควิด-19 ในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 แต่ก็ได้ความต้องการสินค้าและบริการของตลาดโลกที่เริ่มฟื้นตัว พร้อมกับมาตรการช่วยเหลือทางการคลังขนาดใหญ่ของไทยมาช่วยไว้ ทั้งมาตรการให้เงินเยียวยาประชาชนกลุ่มต่าง ๆ และโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่าง ๆ มาตรการเหล่านี้ช่วยประคับประคองอุปสงค์ของภาคเอกชน และกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และบรรเทาผลกระทบที่มีต่อปัญหาความยากจนของประชาชน

รัฐบาลไทยได้ขยายมาตรการการให้ความช่วยเหลือทางสังคมแบบก้าวกระโดด เป็นมาตรการขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ และมีความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ จาก 0.8% ของ GDP ในปี 2562 เป็น 3.2% ของ GDP ในปี 2563 เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากโควิด-19

รัฐบาลจัดสรรเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่สุด และส่วนใหญ่ได้มีการเบิกจ่ายไปแล้วอย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันอย่างกะทันหันจากผลกระทบของโควิด-19 ทั้งในส่วนของการจ้างงาน รายได้ และความยากจน

สถานะทางการคลังแกร่ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ด้านเสถียรภาพทางการคลัง ธนาคารโลกประเมินว่าแม้ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยการกู้เงินเพื่อมาบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง

ยิ่งไปกว่านั้น หนี้สาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เป็นเงินตราภายในประเทศ และสภาพคล่องภายในประเทศมีอยู่อย่างเพียงพอที่จะให้รัฐบาลกู้ และหนี้ที่ก่อขึ้นใหม่ก็มีอายุการไถ่ถอนที่ค่อนข้างนาน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศไทย

ในส่วนของรายงาน Fiscal Monitor ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่มีการเก็บสถิติตัวเลขทางการคลัง แบ่งตามลักษณะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เช่น กลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ (Advance Economy) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economy) และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ต่ำ (Low Income Economy) ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

แผนที่โลกสีต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงขนาดของมาตรการด้านการคลังของประเทศต่าง ๆ ที่ออกมารับมือกับผลกระทบของโควิด-19 เทียบกับ GDP โดยสีเขียวแก่มีการใช้มาตรการการคลังในการช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 10% ของ GDP / สีเขียว 7.5%-10% ของ GDP / สีเขียวอ่อน 5%-7.5% ของ GDP / สีเหลือง 2.5%-5% ของ GDP และสีแดง ต่ำกว่า 2.5% ของ GDP

หากเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economy) จะพบว่าไทยใช้นโยบายการคลังในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ขนาดใหญ่ประมาณ 11.4% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศชิลี และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ใช้นโยบายการคลัง 5.2% ของ GDP และอินโดนีเซีย 4.5% ของ GDP และพบว่าประเทศไทยใช้มาตรการทางการคลังเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับเดียวกันกับกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ (Advance Economy) เช่น อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น

ประเทศที่ใช้นโยบายการคลังใกล้เคียงกับไทย เช่น เยอรมนี 13.6%, อิตาลี 10.9%, เนเธอแลนด์ 10.3%, ฝรั่งเศส 9.6% ของ GDP เป็นต้น

ดังนั้น จากรายงานทั้ง 2 ฉบับ จากองค์กรระหว่างประเทศทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกที่มีความเป็นกลางและเชื่อถือได้ ต่างก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญและทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อใช้แก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างเต็มที่ ในขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP เฉลี่ยของทั้งโลกแตะระดับ 99% ของ GDP แต่ประเทศไทยยังคงรักษาระดับอยู่ที่ 60% ของ GDP เท่านั้น

เร่งเยียวยาประชาชนอย่างเต็มที่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ท่านจะเห็นว่า การที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากต่างประเทศนั้น ทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยมากกว่าประเทศอื่น รัฐบาลก็ได้พยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ด้วยทรัพยากรที่มี ซึ่งเทียบแล้วมาตรการการให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาของไทยเรายังสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มเดียวกัน หรือแม้แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และถึงแม้รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาเพื่อใช้ดำเนินมาตรการก็ยังรักษาวินัยทางการคลัง มีเพดานหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่มาก แล้วอย่างนี้จะมากล่าวหาผมและรัฐบาลว่าแก้ปัญหาอย่างไม่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ผมอยากเรียนให้ทุกท่านทราบอีกว่า ที่ธนาคารโลกและ IMF เห็นรัฐบาลไทยใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19 นั้น รัฐบาลไม่ได้ใช้เงินไปโดยเปล่าประโยชน์ รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและการดูแลด้านสาธารณสุขเป็นหลัก โดยตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลใช้มาตรการให้เงินเยียวยาประชาชนโดยตรงไปแล้วหลายโครงการ

โดยการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นระบบถุงเงิน โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ โครงการเรารักกัน (ม.33) โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการช็อปดีมีคืน ใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็วตรงเป้าหมาย ช่วยให้เม็ดเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

“มีการประเมินว่าปริมาณเงินทั้งหมดที่เข้าสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรงไปแล้วประมาณ 8.5 แสนล้านบาท ไปสู่มือประชาชนโดยตรงกว่า 42.3 ล้านคน และยังคงทำต่อเนื่อง ซึ่ง 8.5 แสนล้านบาท คือกว่า 1 ใน 4 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ 5% ของ GDP ในประวัติศาสตร์ไทยไม่มีนายกคนไหนช่วยประชาชนแบบนี้ ไม่มีผู้นำคนไหนยอมถูกต่อว่า ว่า “กู้เงินเก่ง” แล้วเอามาใส่มือประชาชนแบบนี้ 42.5 ล้านคน คือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รัฐบาลคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก เข้าใจถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน รัฐบาลจึงต้องทำ”

ปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิต-ไฟแนนซ์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ รัฐบาลได้ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพ (ไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ต) ลดการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้ผู้ปกครอง นักเรียน และครู ทุกระดับชั้นการศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาของทั้งภาครัฐและเอกชน

รัฐบาลได้ออกมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้/ลดภาระหนี้ ทั้งในส่วนของหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 49.9 ล้านบัญชี หนี้จำนำ/เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 27.7 ล้านบัญชี สินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยลดอัตราดอกเบี้ย ปรับลำดับการตัดชำระหนี้ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากขึ้น การยืดหนี้ ลดค่างวด ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ และปรับวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่ง 2 เรื่องหลังนี้ รัฐบาลได้ออกกฎหมายให้มีผลเป็นการถาวร ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนในรัฐบาลไหนใน 90 กว่าปีที่ผ่านมา

ล่าสุดก็ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือนเพื่อช่วยลูกหนี้ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของรัฐ 2 เดือน โดยมีนโยบายเพิ่มเติมว่า เมื่อหมดระยะเวลาพักชำระหนี้แล้ว สถาบันการเงินจะไม่เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างอยู่กับลูกหนี้ในทันที

“จนถึงปัจจุบันได้มีการช่วยเหลือลูกหนี้ภาคประชาชนแล้วกว่า 5.1 ล้านบัญชี ยอดหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 1.91 ล้านล้านบาท ในส่วนของลูกหนี้ภาคธุรกิจ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 8.9 แสนราย ยอดหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 1.94 ล้านล้านบาท”

แก้หนี้ กยศ. 6.4 ล้านราย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อยในกลุ่มต่างๆ ได้แก่ หนี้ กยศ. 6.4 ล้านราย ซึ่งปัจจุบันมียอดหนี้ประมาณ 458,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก้าวหน้าหลายเรื่อง ทั้งการยกเลิกผู้ค้ำประกัน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 การลดดอกเบี้ย/เงินกู้และเบี้ยปรับการพักชำระหนี้ การชะลอการฟ้อง/บังคับคดีผู้กู้

“รัฐบาลกำลังแก้ไขหนี้สินครู 900,000 ราย ยอดหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท ขณะนี้ได้ทำไปหลายเรื่อง เช่น การลดดอกเบี้ยเงินกู้ การปรับโครงสร้างหนี้ครู ลดดอกเบี้ยเงินกู้และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น ปรับวิธีการหักเงินเดือนเพื่อจ่ายหนี้ครู ให้เงินเดือนครูเมื่อถูกหักหนี้แล้วยังเหลือใช้ในเรื่องต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน”

ใช้ภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่า

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก และไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะยังมีโอกาสเกิดไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ อีก นโยบายรัฐบาลต้องมีความคล่องตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมและรัฐบาลก็จะยังมุ่งหน้าทุ่มเททำงานต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน โดยใช้งบประมาณจากเงินภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ตัวเลขทั้งหมดไม่ว่าด้านสาธารณสุข การใช้นโยบายการเงิน การคลังที่เข้มข้นในการดูแลเศรษฐกิจ ทำให้ปัญหาใหญ่ ส่งผลรุนแรงน้อยกว่าที่ควร จะเป็น ซึ่งดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ ตัวเลขไม่โกหก และองค์กรชั้นนำอย่างธนาคารโลกและ IMF ก็อ้างถึงในทางบวก การใช้เงินเยียวยาถึงมือประชาชนโดยตรง เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปากท้องของพี่น้องประชาชน และแน่นอนวิกฤตครั้งนี้ใหญ่มากและยังไม่จบ ผมและรัฐบาลจะขอทุ่มเททำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างสุดความสามารถต่อไป”