เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
Automotive โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
“ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
Real Estate “ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
เศรษฐกิจภูมิภาค เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
Economic พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
Real Estate กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
Biz Movement อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
Automotive ‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
“สวนสยาม”ถอดใจ จ่อปิดตำนาน 46 ปี ประกาศขาย 10,000 ล้าน
Real Estate “สวนสยาม”ถอดใจ จ่อปิดตำนาน 46 ปี ประกาศขาย 10,000 ล้าน
‘นักกีฬาไทย’ สร้างชื่อสถิติเอเชียนเกมส์ 2026
Sport ‘นักกีฬาไทย’ สร้างชื่อสถิติเอเชียนเกมส์ 2026
อินฟลูฯ เปิดครัวแจกพิซซ่าฟรี ‘นาทีนี้น้ำใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตอยากไปต่อ’
Biz Movement อินฟลูฯ เปิดครัวแจกพิซซ่าฟรี ‘นาทีนี้น้ำใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตอยากไปต่อ’
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร เมื่อเราต้องอยู่กับ COVID อีกนาน ?

30 ต.ค. 2564 | 07:14น.
ฉีดวัคซีน
คอลัมน์ช่วยกันคิด

พิมฉัตร เอกฉันท์
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

 

ในช่วงที่ผ่านมาการเร่งระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรถือเป็นพันธกิจที่ทุกประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การพิจารณาแผนเดินหน้าเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ (reopen country) ภายใต้บริบทของความปกติใหม่ (new normal) ให้ได้โดยเร็วที่สุด

แต่การอุบัติขึ้นของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่าง “สายพันธุ์เดลต้า” กลับตอกย้ำถึงความกังวลที่การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสจะนำไปสู่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ ๆ จึงนำไปสู่คำถามชวนคิดว่า เราจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหน ? และบริบทของเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ?

สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นเป็นลำดับนับตั้งแต่เดือนกันยายน แม้หลายประเทศเผชิญการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของสายพันธุ์เดลต้า สะท้อนจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่สัดส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสก็เพิ่มขึ้นจนเกินระดับ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก

เช่นเดียวกับประเทศไทยที่สถานการณ์ในภาพรวมดูเหมือนจะผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว ทั้งในมิติของจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งจากการยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ที่เข้มงวดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา การเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยงสูง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้สอดรับกับวิถีชีวิตแบบ new normal

ทำให้แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จากการระบาดระลอกล่าสุดของสายพันธุ์เดลต้าจะสูงกว่าระลอกแรกค่อนข้างมาก แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ล่าสุดกลับหดตัวน้อยกว่าช่วงของการระบาดระลอกแรกอย่างมีนัย

อย่างไรก็ดี การกลับมาแพร่ระบาดในวงกว้างภายหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค อาจไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายหลังกระทรวงสาธารณสุขไทยประเมินว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะกลับมาเพิ่มสูงเกิน 1 หมื่นคนต่อวัน และจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นเกิน 150 รายต่อวัน ซึ่งก็เริ่มเห็นตัวอย่างบ้างแล้วทั้งการระบาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกหลายคลัสเตอร์ในภาคเหนือ และนั่นก็ทำให้หลายคนต้องกลับมาครุ่นคิดว่า “โรค” นี้จะหายไปจาก “โลก” นี้เมื่อไหร่ ? หรือเราจะต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ?

Krungthai COMPASS ประเมินว่า 4 เหตุผลที่โควิด-19 อาจกลายเป็นเชื้อไวรัสที่จะคงอยู่กับโลกของเราตลอดไป

ประการแรก : จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 แฝงยังมีอีกมาก โดยจากการวิเคราะห์ด้วยอัลกอริทึมจาก Machine Learning Model เพื่อประเมินตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐ พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริงในประเทศอาจมากกว่าที่รายงานถึง 3 เท่า เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้ที่ไม่มีอาการและไม่เคยตรวจเชื้อโควิด-19 อาจสูงถึง 5-6 เท่าของตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้สามารถแพร่เชื้อต่อได้ และกลายเป็น “พาหะ” ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไปสู่คนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัวได้ไม่ยากนัก

ประการที่สอง : ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของประชากรที่จะบรรลุเป้า herd immunity โดยสัดส่วนของผู้ได้รับวัคซีนป้องกันโรคจนนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) มีความแตกต่างกันไปในแต่ละโรค เช่น โรคคางทูม 75-86% โรคหัด 83-94% และโรคไอกรน 92-94% เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 ที่ใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าไม่ถึง 2 ปี จึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น

ประการที่สาม : การฉีดวัคซีนในประชากรกลุ่มเด็กเล็กยังมีข้อถกเถียงค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศ อาทิ สหรัฐ และออสเตรเลีย ที่อนุมัติวัคซีน Pfizer เป็นการชั่วคราวให้แก่เด็กอายุ 12-15 ปี แต่ยังไม่มีการอนุมัติวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 5-12 ปี ขณะที่ในอังกฤษ The Joint Committee on Vaccination and Immunisation กลับยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กที่มีอายุ 12-15 ปี เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานหรืองานวิจัยสนับสนุนเพียงพอ

ประการสุดท้าย : แม้จะฉีดวัคซีนครบโดสแล้วแต่ก็ยังเสี่ยงติดเชื้อและสามารถแพร่กระจายโรคได้ แม้หลายประเทศเร่งระดมฉีดวัคซีนครบโดสได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร อย่างเช่น สหรัฐ อังกฤษ อิสราเอล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ล่าสุดกลับพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เร่งตัวขึ้นอย่างมากและนั่นหมายความว่า แม้ความเสี่ยงของการติดเชื้อขั้นรุนแรงจะลดลง แต่ประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสจำนวนมากยังสามารถติดเชื้อและแพร่กระจายโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่สามารถแพร่กระจายได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม (สายพันธุ์อู่ฮั่น)

จากที่กล่าวมาข้างต้นนั่นหมายความว่า เราอาจต้องอยู่กับโควิด-19 ไปตลอดกาลในรูปแบบของโรคประจำถิ่น (endemic disease) ที่คล้ายคลึงกับโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ (respiratory syncytial virus: RSV) หรือเป็นเชื้อที่มีลักษณะคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมักพบการระบาดได้ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี

ยิ่งกว่านั้นการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิต้านทาน (booster dose) เป็นประจำเหมือนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนจะเริ่มถดถอยลงเมื่อต้องเผชิญกับเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ดังเช่นตัวอย่างงานวิจัยของ Lancet (2021) ที่เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนจากกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อโควิด-19 ในสกอตแลนด์ 19,543 ราย โดยชี้ให้เห็นว่าภายหลังจากกลุ่มตัวอย่างได้รับวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้ว 14 วัน วัคซีน Pfizer มีประสิทธิภาพลดลงจาก 92% เป็น 79% และส่วนวัคซีน AstraZeneca ลดลงจาก 73% เป็น 60%

ดังนั้น เมื่อ “โลก” ต้องอยู่กับ “โรค” นี้ไปอีกนาน…มาตรการล็อกดาวน์อาจไม่ใช่คำตอบของบริบทการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหากมาตรการล็อกดาวน์ยาวนานเกินไป ซึ่งนอกจากจะสร้างผลเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าผลดีต่อระบบสาธารณสุขแล้ว ยังไม่ช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวคือ แม้มาตรการล็อกดาวน์และการเว้นระยะห่างทางสังคมจะสามารถลดการติดเชื้อได้ในวงกว้าง และลดความเสี่ยงจากวิกฤตด้านสาธารณสุข แต่ในทางกลับกันก็ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักและกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมให้ชะลอตัวในที่สุด

ยกตัวอย่างออสเตรเลียที่แต่ก่อนดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดมาโดยตลอด ทว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะหลังกลับเร่งตัวขึ้นอย่างมาก จากการติดเชื้อในครอบครัวและเพื่อนบ้านเป็นหลัก จนนำไปสู่คลัสเตอร์การแพร่ระบาดในวงกว้าง

นอกจากนี้ การเร่งระดมฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดเป็น key driver หลักที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเดินเครื่องได้เร็วขึ้น โดยหลายประเทศที่ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคค่อนข้างมาก และเร่งฉีดวัคซีนครบโดสเกินครึ่งของประชากร อาทิ สหรัฐ และยุโรป มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจแก่ประชากรเพื่อฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การประเมินความพร้อมในการเปิดประเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วสถานการณ์โควิด-19 ของไทยยังมีความเสี่ยงสูงในหลายมิติ อาทิ อัตราการตรวจเชื้อต่อวันที่ยังน้อย แต่กลับพบอัตราการตรวจพบที่ค่อนข้างสูง สัดส่วนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสที่ยังค่อนข้างต่ำและกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯและหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก เป็นต้น

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดประเทศของไทยควรมีเป้าหมายหรือ benchmark ที่ชัดเจนในเชิงตัวเลขที่สำคัญ ๆ ด้านสาธารณสุข เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ อัตราการตรวจพบ (positive rate) อัตราการเสียชีวิต (fatality rate) และสัดส่วนประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจบริบทของสถานการณ์โรคระบาดไปในทิศทางเดียวกัน

ซึ่งนอกจากจะช่วยประเมินความพร้อมต่อการรับมือกับความเสี่ยงในระยะต่อไปแล้ว ยังจะช่วยสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเห็นถึง balance ระหว่างการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจยุค new normal และ capacity ด้านสาธารณสุขอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด