Skip to content

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน สัญญาณบวกชัดหลังเปิดประเทศ

18 พ.ย. 2564 | 09:48น.
ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน สัญญาณบวกชัดหลังเปิดประเทศ
คอลัมน์ ช่วยกันคิด
สุจิตรา อันโน
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

 

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกเมื่อต้นปี 2563 จนส่งผลให้รายได้ของธุรกิจในปี 2563 หดตัวรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้น ที่ทำให้จำนวนคนไข้ชาวไทยและชาวต่างชาติลดลงอย่างมาก ขณะที่จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ไม่มากนัก และส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ

ต่างจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ เม.ย. 2564 ที่จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นจนเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข การแพร่ระบาดระลอกนี้ช่วยพยุงวิกฤตธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไว้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการรับตรวจหาเชื้อและรับรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ภาพรวมรายได้โรงพยาบาลเอกชนปี 2564 ปรับตัวดีขึ้น

จากข้อมูลของโรงพยาบาลในกลุ่ม บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) พบว่า ช่วง 6 เดือนแรกปี 2564 โรงพยาบาลมีรายได้หลักจากการรับรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโรคโควิด เพิ่มขึ้นถึง 520% YOY คิดเป็น 44% ของรายได้จากการให้บริการทางการแพทย์ สอดคล้องกับข้อมูลของกลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากการรับรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโรคโควิด-19 เช่นเดียวกัน

และสอดคล้องกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการประกันสุขภาพที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ทำประกันสุขภาพไว้ เลือกที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน หรือ hospitel ในเครือข่ายของโรงพยาบาลเอกชน จนส่งผลให้การเคลมประกันสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากอัตราค่าสินไหมทดแทน (loss ratio) ของประกันสุขภาพในไตรมาส 2 ของปี 2564 ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์กว่า 89% ซึ่งอัตราค่าสินไหมทดแทนในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 50-65%

นอกจากนี้ hospitel ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะหนุนรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในระยะนี้ และอาจต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจใหม่ในอนาคต hospitel ของโรงพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาตัวจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อ หรือมีสิทธิประกันสุขภาพต่าง ๆ ที่ต้องการความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว โดย hospitel สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจโรงแรมได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง การต่อยอดความร่วมมือระหว่างธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน และธุรกิจโรงแรม ไปสู่ศูนย์ดูแลสุขภาพเพื่อตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพ และการเป็น wellness hub ในอนาคต ก็เป็นอีกหนึ่งโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ และเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ไม่ต้องการไปโรงพยาบาล

โดยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ telemedicine medical wearable devices มาเป็นตัวกลางที่จะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่เฉพาะทาง ตัวอย่างการให้บริการที่อาจจะมีมากขึ้นในอนาคต เช่น โปรแกรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวม บริการ sleep test การดูแลฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยในระยะพักฟื้น การพักฟื้นหลังจากทำศัลยกรรม เป็นต้น

นอกเหนือจากการรับตรวจหาเชื้อและรับรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แล้ว วัคซีนทางเลือกก็เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะมาช่วยหนุนรายได้ของโรงพยาบาลเอกชน แม้การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของภาครัฐจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3 ของปี 2564 แต่ความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกยังมีอยู่อีกมาก

โดยบริษัทใหญ่หลายบริษัทพร้อมสั่งจองวัคซีนทางเลือกกับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อฉีดเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพนักงาน ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งยังเชื่อมั่นและต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกเพื่อกระตุ้นภูมิให้สูงขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าวัคซีนทางเลือกโดยเฉพาะวัคซีน mRNA จะช่วยป้องกันเชื้อโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ได้ด้วย

อย่างไรก็ดี คาดว่าความต้องการวัคซีนทางเลือกที่นำเข้าจากต่างประเทศจะเป็นปัจจัยสนับสนุนชั่วคราว เนื่องจากในระยะถัดไปอาจมีการผลิตยารักษาโควิด-19 แบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน หรือแม้กระทั่งไทยเองสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA และวัคซีนโปรตีนซับยูนิตได้สำเร็จ และพร้อมนำมาฉีดให้กับประชาชน อาจส่งผลให้ความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกที่นำเข้าจากต่างประเทศค่อย ๆ ลดลงจนกระทั่งโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 รายได้จากการดำเนินธุรกิจของโรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดส่วนใหญ่กลับมาขยายตัวอีกครั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจกว่า 82,000 ล้านบาท ขยายตัว 7.8% YOY โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่กลับมาใช้บริการเป็นผู้ป่วยชาวไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19

อย่างไรก็ดี มาตรการควบคุมชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในไทยที่ยังไม่เปิดกว้างและมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน ยังเป็นปัจจัยกดดันรายได้จากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงอย่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช และกลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ

เปิดประเทศส่งสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของตลาด medical tourism

ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ลูกค้ากลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นลูกค้าสำคัญที่สร้างรายได้ให้โรงพยาบาลเอกชนให้เติบโตต่อเนื่อง แต่เมื่อเกิดวิฤตทำให้รายได้ส่วนนี้หดหายไป และแม้ว่าจากการสำรวจของ medical tourism association ล่าสุด (ปี 2020) ได้จัดอันดับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ของไทยติดอันดับ 5 ของโลก

แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยที่ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลให้ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากข้อจำกัดของการเดินทางระหว่างประเทศ

แต่คาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในปี 2566 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ สถานพยาบาลในไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI 62 แห่ง เป็นโรงพยาบาลถึง 49 แห่ง มากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ค่ารักษาพยาบาลไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งยังมีมาตรฐานและบริการที่ดี พร้อมด้วยชื่อเสียงในเรื่องการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง เช่น ภาวะมีบุตรยาก เวชศาสตร์ชะลอวัย การผ่าตัดแปลงเพศ

นอกจากนี้ ค่าครองชีพในไทยยังไม่สูงมาก เหมาะแก่การพำนักรักษาตัวและพักฟื้นร่างกายในระยะยาว ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยในปี 2566 จะมีมูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และอาจแตะระดับ 5.0 แสนล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโตเฉลี่ย (CAGR ปี 2566-2569) ปีละ 15.4%

Krungthai COMPASS มองว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ แม้จะได้รับผลกระทบบ้างจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่หดตัว แต่คาดว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น ซึ่งหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกคลี่คลายลง ประเมินว่าธุรกิจจะกลับมาเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว

โดยธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนยังมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง อาทิ ความต้องการการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยและอัตราการเจ็บป่วยที่สูงขึ้นทั้งจากวิถีการดำเนินชีวิต สังคมผู้สูงอายุ และการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการกลับมาขยายตัวของตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งไทยมีชื่อเสียงด้านคุณภาพการรักษาติดอันดับต้น ๆ ของโลก กอปรกับค่ารักษาพยาบาลและค่าครองชีพไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่ารายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในปี 2564 จะกลับมาขยายตัว 7-10% YOY ซึ่งเป็นการขยายตัวจากฐานต่ำในปี 2563 สำหรับปี 2565 คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศสะดวกขึ้น ส่งผลให้รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนสามารถขยายตัวต่อเนื่องที่ 5.0% YOY และ 6.7% YOY ในปี 2566

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจะช้าหรือเร็วมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่ความสำเร็จในการเริ่มเปิดประเทศในช่วงปลายปี 2564

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด