รัฐบาลควรมีแผน ลดขาดดุลอย่างจริงจัง
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ อำนาจ ประชาชาติ
ช่วง 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมา (2563-2564) กระทรวงการคลังต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณถึงปีละกว่า 700,000 ล้านบาท
รวม 2 ปี กู้ไปกว่า 1.5 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
คือ ปีงบประมาณ 2563 กู้ไปทั้งสิ้น 784,115 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2564 กู้อีก 736,392 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ทำให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายไปปีละกว่า 200,000-300,000 ล้านบาท
ส่วนปีงบประมาณ 2565 นี้ แม้หลายสำนักจะพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวดีขึ้น
แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ก็คือ โควิด-19
ถ้าไม่เกิดการแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นอีก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็คงทยอยดีขึ้นไปเรื่อย ๆ
และสถานการณ์ด้านรายได้ของรัฐบาลก็คงค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ
แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น
“ฐานะการคลัง” ของรัฐบาล ก็คง “วิกฤต” ขึ้นไปอีก
จะว่าไป สถานการณ์ต่าง ๆ ตอนนี้ ก็สะท้อนภาวะทางการคลังของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี จากภาพที่รัฐบาลไม่กล้าขยับทำอะไรที่ต้องใช้ภาษีมากนัก
ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่กล้าลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน จากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ทะยานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งใช้กองทุนน้ำมันฯดูแลแทน แม้จะต้องให้กองทุนกู้เงินมากขึ้นเพื่อนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันก็ตาม
เพราะการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯแม้จะนับเป็นหนี้สาธารณะ แต่ภาระการชำระคืนก็ไม่ได้อยู่กับรัฐบาล แต่ตกอยู่กับประชาชนเอง
ส่วนกรณีหากลดภาษีน้ำมันที่เก็บอยู่ 5 บาทต่อลิตรลงไป ตามที่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งเรียกร้อง
กระทรวงการคลังประเมินว่า รายได้รัฐบาลจะหายไปร่วม ๆ 1.5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
แถมถ้าลดภาษีไปแล้ว เวลาจะปรับขึ้น จะทำได้ลำบาก จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามยื้อเรื่องการลดภาษีไว้ให้นานที่สุด
ขณะเดียวกัน มาตรการลดหย่อนภาษี อย่าง “ช้อปดีมีคืน” ที่รัฐบาลมักจะงัดมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา และเป็นมาตรการที่ภาคเอกชนเรียกร้อง ก็แว่ว ๆ มาว่า มีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ค่อนข้างสูง
แต่รัฐบาลอาจจะนำมาตรการดังกล่าวมาใช้หลังปีใหม่ไปแล้ว ซึ่งจะสามารถยื้อผลกระทบทางด้านรายได้ออกไปได้อีก 1 ปี
ยังมีเรื่องการกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ยังไม่รู้จะใช้เงินจากไหนมาอุดหนุนราคาขายให้ต่ำลง เพื่อจูงใจคนซื้ออีก
ทั้งหมดนี้ ล้วนต้องใช้เงินจากรายได้ภาษี ซึ่งยังต้องจับตากันต่อไป ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ในกรณีสถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น เศรษฐกิจฟื้น ไม่มีการระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นอีก ซึ่งรัฐบาลก็น่าจะเก็บรายได้ได้เป็นปกติมากขึ้น
แต่มองไปข้างหน้า รัฐบาลก็ยังจำเป็นต้องปฏิรูปการจัดเก็บรายได้อย่างจริงจังอยู่ดี เพื่อลดการ “ขาดดุลงบประมาณ” ลงอย่างจริงจัง
เพราะการขาดดุลงบประมาณ หมายถึง “การกู้” นั่นเอง ยิ่งขาดดุลมาก ก็ยิ่งกู้มาก ยิ่งขาดดุลทุกปี ก็คือต้องกู้ต่อเนื่องทุกปี
ซึ่งหากรัฐบาล “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” อยู่ตลอด การจะจัด “สวัสดิการ” ให้แก่ประชาชนยิ่งทำได้ลำบาก หรือทำได้อย่างจำกัดจำเขี่ย
ทั้งนี้ จากการที่ได้พูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ต่างมองว่า ในระยะข้างหน้า เมื่อโควิด-19 คลี่คลายแล้ว รัฐบาลควรจัดทำแผนการลดการขาดดุลงบประมาณลงให้ชัดเจน
ไม่ควรปล่อยให้ขาดดุลไปเรื่อย ๆ หรือขาดดุลมากขึ้น ๆ เพราะจะเพิ่ม “ความเสี่ยงทางการคลัง” นั่นเอง