ปลุกพลัง…เพื่อวันที่ดีกว่า
ประกอบบทความ
CSR TALK นุชรี อยู่วิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจ TCP
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตบนโลกนี้ คือ การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งมีผู้นำกว่า 196 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือถึงแนวทางที่จัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change)
วัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้มีหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 รวมทั้งควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส การปรับตัวเพื่อปกป้องชุมชนและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ การเคลื่อนย้ายระดมเงินทุนสนับสนุนและการร่วมมือกันทำจริงทั้งโลกเพื่อบรรลุเป้าหมาย
นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นประชาคมโลกพร้อมใจกันให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้คนในวันนี้ล้วนมีความคาดหวังให้รัฐและองค์กรเอกชนแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจัง และอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราทุกคนรู้สึกได้ถึง “สัญญาณเตือน” จากธรรมชาติที่ส่งมาถี่และแรงขึ้น ๆ โดยผ่านทางภัยพิบัติและความสูญเสียในรูปแบบอื่น ๆ นับไม่ถ้วนต่อมนุษยชาติและสัตว์โลก
กลุ่มธุรกิจ TCP เองมีความพยายามอย่างยิ่งในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมผ่านทางการทำธุรกิจของเรามาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ก่อตั้ง เริ่มจากรุ่นของ “คุณพ่อ” คือ “คุณเฉลียว อยู่วิทยา” ซึ่งคอยปลูกฝังลูก ๆ ทุกคนเสมอถึงเรื่องการตอบแทนคุณแผ่นดินและสังคมให้มากเท่าที่จะทำได้ เราจึงมีโครงการมากมายนับตั้งแต่ยุคอดีตที่นำแนวความคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” มาทำกิจกรรมเพื่อสังคม
ไม่ว่าจะเป็นโครงการอีสานเขียวที่คนอายุ 40 ปีขึ้นไปน่าจะจำได้ จนถึงวันนี้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็น “license to operate” หรือ “ใบอนุญาตจากสังคมในการทำธุรกิจ”
ในปี 2018 การดำเนินงานทุกขั้นตอนของกลุ่มธุรกิจ TCP อยู่ภายใต้กรอบการทำงานที่ยั่งยืนที่มี 3 เสาหลัก คือ integrity ความโปร่งใสในกระบวนการทำธุรกิจ, quality คุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงคุณภาพชีวิตพนักงาน และ harmony ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นประเด็นหนึ่งที่ “คุณพ่อ” มองการณ์ไกลถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และให้ความสำคัญในประเด็นนี้เสมอมา
ดังนั้น กว่า 30 ปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจ TCP ในฐานะของบริษัทเครื่องดื่มซึ่งมีน้ำเป็นวัตถุดิบหลัก จึงตระหนักถึงความรับผิดชอบและมุ่งเน้นสร้างการเติบโตของธุรกิจไปพร้อม ๆ กับการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะการร่วมแก้ไขปัญหา การสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรน้ำ ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยอนุรักษ์ดูแลน้ำมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก in-process เช่น การจัดสรรพื้นที่กักเก็บน้ำดิบภายในพื้นที่โรงงานเพื่อลดการดึงน้ำจากธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง หรือแย่งน้ำจากชุมชน การใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การปล่อยน้ำผ่านการบำบัดเป็นศูนย์ (zero discharge) โดยมีการหมุนเวียนมาใช้ในโรงงาน และการทำ water footprint
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการน้ำแบบ after-process ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ผ่านโครงการ “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการคืนน้ำกลับให้ชุมชน 3 เท่าจากที่ใช้ในการผลิต และมีการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดังเช่นกลุ่มธุรกิจ TCP
ขณะที่ด้านการผลิตโรงงานปราจีนบุรีเองก็มีการใช้พลังงานหมุนเวียนจากแผงโซลาร์เซลล์ถึง 65% ของพลังงานที่ต้องใช้ทั้งหมด ทั้งยังเดินหน้าเต็มกำลังในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ในที่สุด
ดังนั้น ทุกครั้งที่เห็นข่าวการประชุม COP26 ครั้งนี้ก็คล้ายกับได้รับการย้ำเตือนให้หันกลับมาสำรวจใน “บ้าน” หรือธุรกิจว่าได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วหรือยังในฐานะพลเมืององค์กร คำตอบที่ได้รับคือทำได้ดีในระดับหนึ่ง และยังมีโอกาสพัฒนาต่อไปได้อีก เพื่อให้ทันกับอัตราความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เข้าขั้นวิกฤตในเวลานี้
ที่สำคัญ เพื่อทำให้ได้ตามจุดมุ่งหมายขององค์กร คือการ “ปลุกพลัง เพื่อวันที่ดีกว่า” หรือ “Energizing a Better World for All” นั่นเอง