แอฟฟิโนม ส่ง ATK สัญชาติไทยชิงเค้กตลาดชุดตรวจโควิด 3,500 พันล้าน ยกระดับสินค้าทางการแพทย์ไทยสู้ศึกสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ หวังพาแบรนด์ไทยเทียบชั้นต่างชาติป้องกันสินค้าขาดแคลนในอนาคต ก่อนต่อยอดชุดตรวจโรคอื่นทั้งคนและสัตว์ ย้ำเป้าขยายตลาดสุขภาพครบวงจรสร้างการเติบโต ก่อนระดมทุนกรุยทางเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าลุยพัฒนางานวิจัยไทยสู่การค้าเชิงพาณิชย์
นายดนัย ประพันธ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ATK สัญชาติไทยยี่ห้อแอฟฟิโนม (AFFINOME) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวคิดการพัฒนาชุดตรวจ ATK เกิดจากการคร่ำหวอดอยู่ในวงการผู้แทนจำหน่ายสินค้าทางการแพทย์กว่า 20 ปี แต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยพบหรือมีเพียงส่วนน้อยมากที่เห็นสินค้าในห้องปฏิบัติการ MADE IN THAILAND ที่มีการถูกใช้อย่างแพร่หลาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งแอฟฟิโนมขึ้น

ด้วยแพสชั่นที่ความต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพของประเทศไทยขึ้น ควบคู่กับการผลักดันและสนับสนุนผลงานนักวิจัยไทยในการผลิตชุดตรวจ rapid test หรือ ELISA ให้สามารถต่อยอดไปถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน ISO13485 ได้ เพื่อปูทางงานวิจัยเหล่านั้นให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ให้ได้
โดยโมเดลธุรกิจของแอฟฟิโนมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจการผลิตชุดตรวจทางการแพทย์/ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ISO13485 โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยภายในประเทศ เพื่อต่อยอดการผลิต และจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 2.กลุ่มธุรกิจการให้บริการแก่นักวิจัย/บริษัท ที่ต้องการพัฒนาชุดตรวจในเชิงพาณิชย์ภายในแบรนด์ของตนเอง โดยขอบเขตมีตั้งแต่ให้คำปรึกษาจนถึงการผลิตออกมาในเชิงพาณิชย์พร้อมขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์
สำหรับรูปแบบการทำงานเบื้องต้นแอฟฟิโนมจึงเริ่มเข้าไปสนับสนุนงานวิจัยของ รศ.ดร.นิทัศน์ สุขรุ่ง หัวหน้าศูนย์ชีวการออกแบบนวัตกรรม ภาควิชาปรสิตวิทยา และหัวหน้าหน่วยบ่มเพาะวิจัยชีวการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แรกเริ่มพัฒนาชุดตรวจ rapid test สำหรับโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเขตร้อน อาทิ โรคฉี่หนู และโรคสครับไทฟัส
เนื่องจากโรคเหล่านี้ชุดตรวจจากต่างประเทศมีน้อย และราคาแพง เพราะไม่ใช่โรคที่มีดีมานด์มากในประเทศผู้ผลิต บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเป็นผู้ผลิตชุดตรวจเหล่านี้ในประเทศไทยและมองไปถึงการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในแถบอาเซียน (SEA) จึงได้ตัดสินใจสนับสนุนโครงการวิจัยนี้
ขณะที่การระบาดของโควิด-19 เมื่อช่วงปี 2563 จึงเริ่มเข้ามาก็ได้คุยกับ รศ.ดร.นิทัศน์ เพื่อต่อยอดชุดตรวจหาเชื้อโควิด ATK และเมื่อทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิจัยเสร็จสิ้น บริษัทจึงขอถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวและได้กลายเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ในการผลิตแห่งเดียวในประเทศไทย เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากความต้องการการใช้ ATK ในประเทศไทยที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ได้พัฒนาออกมา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.professional use สำหรับใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ในการเก็บสิ่งส่งตรวจที่ nasopharyngeal swab (โพรงจมูกส่วนปลาย) มีสัดส่วนยอดขายราว 30% และ 2.self test สำหรับตรวจด้วยตนเอง ในการเก็บสิ่งส่งตรวจที่ nasal swab (โพรงจมูกส่วนต้น) มีสัดส่วนยอดขาย 70% ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายจะกระจายผ่านทางออนไลน์และออฟไลน์กับดีลเลอร์ ดิสทริบิวเตอร์ และเชนร้านขายยา ที่มีเครือข่ายในการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ
นายดนัยกล่าวต่อไปว่า ความท้าทายของการทำสินค้าทางการแพทย์สัญชาติไทยคืออุปสรรคด้านตัวแปรของการยอมรับสินค้าไทยในวงการการแพทย์ยังค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในรูปแบบ professional use หรือที่ใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าแอฟฟิโนมมากขึ้น จึงได้รับการส่งเสริมประเมินประสิทธิภาพชุดตรวจ ATK ในวงกว้าง
เพื่อความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งาน และในอีกเลเวลหนึ่งคือการผ่านมาตรฐาน CE mark เครื่องหมายที่ระบุว่าสินค้านั้นมีการออกแบบและการผลิตที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดในระเบียบข้อบังคับด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสหภาพยุโรป (EU) เพื่อยกระดับแอฟฟิโนมให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ขณะที่อีกหนึ่งความท้าทายคือการเข้ามาของ ATK สัญชาติอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาดสูงขึ้น และคาดการณ์ได้ว่าในปี 2565 มูลค่าตลาด ATK จะลดลง จากระดับ 3,000-3,500 ล้านบาท ในปี’64 และแม้จะมีการใช้ชุดตรวจ ATK มากขึ้น แต่จากราคาสินค้าจะค่อย ๆ ลดลง เนื่องจากผู้แข่งมีจำนวนมากขึ้น ส่วน ATK สัญชาติไทย หากจะแข่งขันในสมรภูมิดังกล่าวได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้น
เนื่องจากกำลังการผลิตในประเทศแต่ละลอตมีจำนวนน้อยกว่า ทำให้ราคาอาจสูงกว่า ATK ที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์ด้านการผลิตในจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนราคาถูกกว่าประเทศไทย ซึ่งหากมีการเข้ามาช่วยในเรื่องนี้มากขึ้น จะส่งผลดีต่อประเทศไทยโดยรวมในแง่การมีสินค้าในประเทศเป็นของตนเอง ไม่ขาดแคลนแม้เป็นช่วงวิกฤต และยังสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศได้ในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์สร้างการเติบโตให้แก่บริษัทในอนาคต แอฟฟิโนมได้เตรียมต่อยอดชุดตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ ชุดตรวจโรคที่เกิดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคฉี่หนู รวมไปถึงพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีชุดตรวจที่มีความชำนาญ ขยายตลาดไปสู่ในกลุ่มชุดตรวจทางสัตวแพทย์ทั้งในสัตว์เลี้ยง สัตว์เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เชื้อก่อโรคในอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีโอกาสการเติบโตอีกมาก
เนื่องจากประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องการเป็นประเทศครัวโลก ที่ส่งออกอาหารไปยังต่างประเทศอันดับต้นของโลก และยังเป็นการทำให้ขยายตลาดทางด้านสุขภาพได้ครบวงจร นอกจากนี้ ในอนาคตมองไปถึงการนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ เพื่อนำเงินมาใช้ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ต่อยอดอีโคซิสเต็มสินค้าในประเทศไทยต่อไป