โลกอาหรับหลังยุคน้ำมัน
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย พูนพิชญา ปัญฑิตานนท์
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้อ่านหลายท่านน่าจะได้ยินเรื่องข่าวคราวการช่วงชิงอำนาจภายในราชสำนักของซาอุดีอาระเบียกันมาบ้างไม่มากก็น้อย บทความจับช่องลงทุนเลยอยากจะสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทิศทางการลงทุนในอนาคต เพื่อให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตได้ทันกับสถานการณ์
จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงฉับพลันในตะวันออกกลางนั้น เริ่มตั้งแต่ King Salman (บิดาของ Prince Mohamad Bin Salman มงกุฎราชกุมารคนปัจจุบัน) เสวยราชสมบัติ เมื่อต้นปี 2015 ทำให้เจ้าชาย Mohamad Bin Salman (อายุ 32 ปี) ซึ่งเป็นราชบุตรที่ถวายงานใกล้ชิด ได้เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีกลาโหม เจ้าชาย Bin Salman ยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันการขายหุ้น (IPO) ของ Saudi Aramco วิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุฯ เพื่อนำเม็ดเงินไปใช้ปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันดิบ และมีแผนที่จะใช้เงินส่วนหนึ่งจากการขายหุ้น IPO นี้ ในการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth fund) เพื่อกระจายการลงทุนไปทั่วโลก
เมื่อไม่นานมานี้ มีการรวมอำนาจทางการเมืองด้วยการควบคุมตัวเจ้าชายและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลมารวมกันไว้ที่โรงแรม Ritz Carlton และรวมถึงการลาออกแบบสายฟ้าแลบของนายกฯเลบานอน ระหว่างเยือนซาอุฯในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งการรวมกับชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตร boycott กาตาร์ที่มีท่าทีใกล้ชิดกับอิหร่านตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ผู้เขียนคาดว่าหากแผนการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงจริง ก็น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของซาอุดีอาระเบียอย่างมาก แต่ด้วยวิธีการของซาอุฯที่ดูจะรุนแรงเฉียบขาด จึงอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังนี้
1.ความไม่สงบในประเทศซาอุดีอาระเบีย และแผนการที่จะนำบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Saudi Aramco เข้าตลาด อาจจะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาและมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่สูงอย่างอินเดียได้รับผลกระทบเชิงลบ ส่วนประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะเป็นผู้ที่ส่งออกน้ำมันเป็นหลัก อย่างเช่น รัสเซีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
2.การลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเงินฝาก หรือพันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มประเทศตะวันออกกกลาง เช่น Qatar มีความเสี่ยงที่ต้องระวังเรื่องค่าเงิน และการปิดประเทศ สำหรับประเด็นค่าเงินต้องติดตามพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนว่า มีการประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินไว้หรือไม่ หากไม่มีการประกันค่าเงินอาจต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน ฝั่งประเด็นเรื่องปิดประเทศที่จะส่งผลให้ไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาประเทศไทยได้เมื่อถึงครบกำหนดอายุตราสารหนี้ ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่สามารถมองข้ามได้
3.ในอนาคตหากซาอุดีอาระเบียสามารถนำบริษัทน้ำมันแห่งชาติอย่าง Saudi Aramco เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น จะทำให้ซาอุดีอาระเบียมีเม็ดเงินก้อนใหม่นำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น และรายได้หลักของประเทศจะไม่ต้องพึ่งพาราคาน้ำมันดิบอีกต่อไป ส่วนเม็ดเงินที่เหลือนั้นคาดว่าจะมีการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งประเทศไหนจะได้รับประโยชน์นั้น เราจะต้องติดตามการเยือนของเจ้าชาย Bin Salman ว่าท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศใด เพื่อที่นักลงทุนจะสามารถจับช่องลงทุนในประเทศนั้น ๆ ได้ในอนาคต