ตลาดหุ้น นับถอยหลัง 2 เดือน รับมือ “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
ชีพจรเศรษฐกิจโลก นงนุช สิงหเดชะ
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศไว้จะเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเศษ ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี หลังจากพบว่าอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าคาด จากเดิมที่คิดว่าเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวที่เกิดขึ้นหลังจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 บรรเทาลง และประเทศกลับมาเปิดเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจดีดตัวแรงจนอุปทานตามไม่ทันอุปสงค์
ระหว่างนับถอยหลัง 2 เดือนนี้ ตลาดและนักลงทุนต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในความเห็นของ “จิม พอลเส็น” หัวหน้านักกลยุทธ์ลงทุนของ Leuthold Group เชื่อว่า ตลาดจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเฟด วันที่ 15-16 มีนาคมนี้ เพราะเมื่อดูจากข้อมูลย้อนหลังในประวัติศาสตร์ เฟดมักจะใช้นโยบายการเงินที่ตึงขึ้นแบบหลายครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับตลาดและเศรษฐกิจ ดังนั้นคาดว่าคงไม่มีการปรับขึ้นมากมาย น่าจะปรับขึ้นระหว่าง 0.25-0.50% อย่างที่ตลาดรับรู้มาโดยตลอด
พอลเส็นระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนกู้ยืมของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคสูงขึ้น แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งพอที่จะรับมือการขึ้นดอกเบี้ย
ทางด้าน “โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน” หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจอัลลิแอนซ์ระบุว่า ตลาดจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเฟดสามารถดึงเงินเฟ้อลงมาอย่างเป็นระบบระเบียบแค่ไหน หากทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จนอุปสงค์คลี่คลายลงเล็กน้อยและซีกของอุปทานตอบสนองอุปสงค์ได้ นั่นจะเรียกว่าจัดการได้อย่างพอดี
แต่อันตรายจะเกิดขึ้น ถ้าหากเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่อย่างเดิม หรือแม้แต่ขยับขึ้นไปอีกมากกว่าที่เฟดคาดการณ์ หากเป็นเช่นนั้น เฟดอาจต้องตอบสนองแข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อควบคุมปัญหา และเมื่อนั้นความเจ็บปวดจะเกิดขึ้น ดังนั้น เฟดต้องตามสถานการณ์ให้ทันอย่างมาก คำถามก็คือถึงจุดไหนที่เฟดจะเกิดความตื่นกลัวขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตลาดจะพบอุปสรรคอยู่บ้างในปีนี้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินไปได้ค่อนข้างดี
“ลิซา ชาเลตต์” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ลงทุนของมอร์แกน สแตนลีย์ เวลท์ แมเนจเมนต์ เห็นต่างออกไป โดยเชื่อว่าความผันผวนของตลาดจะชัดเจนมากขึ้น แม้เศรษฐกิจจะเติบโตดี เพราะว่าตลาดกำลังจะออกจากช่วงเวลาดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลายาวนาน ซึ่งในสถานการณ์นั้นทำให้ราคาหุ้นเป็นอิสระจากพื้นฐานเศรษฐกิจ และราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) สูงขึ้น
แต่ตอนนี้ช่วงเวลาของดอกเบี้ยต่ำใกล้จะสิ้นสุด อัตราดอกเบี้ยแท้จริงจะขยับขึ้นจากจุดที่เคยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงมีแนวโน้มจะสร้างความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาด
การขึ้นดอกเบี้ยแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ดังนั้น นักลงทุนคงไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนสูง ๆ ได้เหมือนที่ผ่านมา นี่เป็นสิ่งที่ “ชอน แอนเดอร์สัน” ประธานของแอนเดอร์สัน ไฟแนนเชียล สแตรเทจี้ ให้คำแนะนำกับลูกค้า เขาชี้ว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นปีนี้จะไม่สดใส เพราะมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง ทั้งเงินเฟ้อสูง การขึ้นดอกเบี้ย และอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ช้าลง
แมทธิว แมคเคย์ นักวิเคราะห์การลงทุนเบรียอัด ไฟแนนเชียล แอดไวเซอร์ฯ ในเทกซัส เห็นว่าท่ามกลางอุปสรรคดังกล่าวข้างต้น ยังคงมีบางภาคอุตสาหกรรมที่จะทำผลงาน โดดเด่นและมีโอกาสทำกำไร ซึ่งโดยปกติแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ หุ้นประเภทสาธารณูปโภค เฮลท์แคร์ และสินค้าหลักสำหรับผู้บริโภคจะทำผลงานโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น
สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนสูงจากอานิสงส์ดอกเบี้ยต่ำ โดยปีที่แล้วดัชนีเอสแอนด์พี 500 ให้ผลตอบแทนรวม (กำไรส่วนต่างและปันผล) ประมาณ 29% ปี 2020 ผลตอบแทน 18.4% และ 31.5% ในปี 2019 ดัชนีดาวโจนส์ ปีที่แล้วให้ผลตอบแทน 21.1% ปี 2020 อยู่ที่ 9.72% และปี 2019 อยู่ที่ 25.3% ส่วนดัชนีแนสแดค ปีที่แล้วผลตอบแทน 23.2% ปี 2020 อยู่ที่ 44.9% และ 36.7% ในปี 2019
คาดว่าปีนี้ผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐจะลดลงเหลือเพียงเลขหลักเดียว แต่เศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวต่อไป ทว่าด้วยอัตราที่ช้าลง