สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ฐานะทางการคลังของประเทศอ่อนแอลง ดังนั้น การที่ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน และมีแต้มต่อที่จะสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงจัดงานเสวนา “อยู่รอด และยั่งยืน หลังโควิด” โดยระดมผู้รู้ในหลากหลายสาขา และผู้มีประสบการณ์มาร่วมช่วยกันเสนอทางออกให้กับสังคมไทย ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3
ทั้งยังเปิดผลงานวิจัยทางวิชาการด้วยความร่วมมือกับภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่น เสนอแนะแนวทางสร้างความอยู่รอดแบบยั่งยืน โดยข้อสรุปที่ได้จะนำเสนอต่อภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมไทยในบริบทใหม่
เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง
“ดร.ณชา อนันต์โชติกุล” รองผู้อำนวยการ ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาโครงสร้าง 3 ด้าน คือ
หนึ่ง การเติบโตที่ไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ เพราะต้องพึ่งพาปัจจัยนอกประเทศ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว พอเกิดการปิดประเทศก็ประสบปัญหาไปต่อไม่ได้
สอง ตลาดแรงงานพัฒนาไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ
สาม ความเหลื่อมล้ำ คนที่มีกำลังซื้อมาก สามารถปรับตัวได้มากกว่าและเร็วกว่าคนที่มีกำลังซื้อน้อย
“การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีบวกกับสถานการณ์โรคโควิด-19 รวมทั้งปัญหาโครงสร้างเดิมของสังคมมีความเหลื่อมล้ำ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ยิ่งซ้ำเติมผู้คนในสังคมไทยมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบไม่สมดุล ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว หรือการส่งออก พอมาเจอวิกฤตโควิด-19 จึงปรับตัวไม่ทัน นอกจากนั้น ภาคการผลิต และภาคแรงงานยังอยู่ในโลกยุคเก่า จึงเกิดปัญหาในการพัฒนาและสร้างรายได้ รวมทั้งยังส่งผลกระทบไปถึงเด็กจบใหม่ และคนทำงานบางส่วนที่จะต้องออกจากงานประจำ”
“การปรับตัวไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการปรับตัวในส่วนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่สามารถเป็นไปได้ โดยต้องสร้างความตระหนักรู้ ยอมรับปัญหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง และต้องทำความเข้าใจว่าจะอยู่อย่างเดิมไม่ได้
ต้องปลดล็อกเพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวเอง เชื่อว่าคนไทยเก่ง และพร้อมที่จะปลดปล่อย ถ้าได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งเห็นด้วยกับประโยคที่ปิดทองฯนำเสนอคือ คิดรู้ เรียนรู้ ทำรู้ โดยจะต้องลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง”
เรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว
“รศ.ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น และเห็นภาพความเปลี่ยนหลายด้าน ดังนั้น การรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีปฏิบัติใหม่ โดยสามารถเริ่มต้นทำด้วย 3 องค์ประกอบ คือ หนึ่ง ใช้ความรู้ที่เปลี่ยนไป สอง ใช้ความสามารถที่เปลี่ยนไป และสาม ต้องใช้เครื่องมือที่เปลี่ยนไป
“ทั้งนี้ ต้องเรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว และยืดหยุ่น รวมถึงน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้มาปรับใช้ ซึ่งด้านที่จะต้องให้น้ำหนักมากขึ้นคือสร้างฐานรากที่มั่นคงเพื่อการเติบโตพัฒนา และการเติบโตพัฒนาที่จะต้องเกิดจากการระเบิดจากข้างใน ถึงจะทำให้เราสามารถอยู่รอดต่อไปได้”
“ผลวิจัยที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทำคนทำธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน และปรับตัวอยู่เสมอ นอกจากนั้น ผู้บริโภคจะมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ผู้ผลิตต้องทำสินค้าให้หลากหลายตอบโจทย์ได้ รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนการปลูกพืชตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป”
พึ่งตนเองในระยะยาว
“ดร.วิรไท สันติประภพ” กรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คงไม่มีคำตอบที่ฟันธงได้ชัดเจนว่าใครจะอยู่รอดในสังคม และจะอยู่รอดอย่างไรให้ยั่งยืนในปัจจุบัน เพราะโลกมีความไม่แน่นอน และมีความผันผวนสูง
“แต่วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตครั้งแรก และครั้งสุดท้ายของไทย เนื่องจากเคยเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้วเมื่อปี 2540 เพียงแต่ครั้งนี้กระทบวิถีชีวิตของทุกคน ดังนั้น ควรเปลี่ยนกรอบความคิด (mindset) จากความคิดพึ่งพาภาครัฐเพียงอย่างเดียว มาเป็นการพึ่งตนเองได้ในระยะยาว
เช่น การเยียวยาจากภาครัฐในวิกฤตโควิด-19 เป็นสิ่งสำคัญในช่วงแรก ๆ แต่อาจไม่สามารถทำได้อย่างเหมาะสมเมื่อวิกฤตดังกล่าวผ่านมาถึง 2 ปี ทั้งนี้ รัฐสามารถสนับสนุนให้ประชาชนเริ่มพึ่งตนเองได้ด้วยการเน้นการกระจายอำนาจ และให้อำนาจในการตัดสินใจไปอยู่ในมือของท้องถิ่น ประชาชนเองมากขึ้น”
“ภาครัฐต้องกระจายอำนาจ และให้น้ำหนักในการพัฒนาเชิงพื้นที่มากขึ้น เพราะแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย โดยทำให้เกิดแพลตฟอร์มที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และต่อยอดได้ เพื่อจะทำให้เกษตรกรในเมืองรองสามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างยั่งยืน จากที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ
ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ใดที่ประชาชนมีความเข้มแข็งจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการพัฒนา และหากได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด ตรงตามความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะจากภาครัฐในระดับท้องถิ่น จะทำให้การพัฒนานั้นสำเร็จลุล่วง”
ความพอเพียงคือภูมิคุ้มกัน
“ดร.วิรไท” กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาได้ในอดีตจากการน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องความพอเพียง ที่มีหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ความพอประมาณ สอง ความสมเหตุสมผล สาม การมีภูมิคุ้มกัน
เนื่องจากโลกในวันข้างหน้าไม่แน่นอน และมีความผันผวนสูง จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมกับหลักคุณธรรม ทั้งต้องอดทน วิริยะ ซื่อสัตย์ และมีความรอบรู้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงจะมีอาชีพเดียวไม่ได้ ต้องกระจายความเสี่ยงและต้องปรับตัว
“วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยหลายล้านคน จากในเมืองกลับสู่ชนบทเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี โดยเฉพาะแรงงานจากภาคบริการ ดังนั้น ไทยควรหาทางสนับสนุนแรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่ชนบทให้คงอยู่ในชนบทอย่างมีความสุข และยั่งยืน
เพราะแรงงานที่กลับไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ และรู้จักใช้เทคโนโลยี ซึ่งสามารถสร้างความเข้มแข็งให้ชนบทได้ ที่สำคัญ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่น สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาครัฐในส่วนท้องถิ่นในการทำงานพัฒนา”
“โดยคำนึงถึงบริบทในเชิงพื้นที่ และควรเป็นการพัฒนาทั้งภาคการเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมควบคู่กันไปอย่างเกื้อหนุนกัน และรัฐท้องถิ่น ภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ควรร่วมกันทำงานเพื่อสนับสนุนให้แรงงานที่กลับไปยังชนบท เป็นตัวแทนในการสร้างการเปลี่ยนแปลง (change agent) เพราะจะช่วยสร้างโอกาส และความเข้มแข็งให้ประเทศได้ในอนาคต”
วิริยะ อุตสาหะ ไม่ย่อท้อ
“ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่” ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ บอกว่า ประชาชนในพื้นที่มีความหลากหลาย และมีความรู้ แต่อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดที่จะพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียว มาทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และให้ภาครัฐร่วมคิดร่วมสนับสนุนเท่านั้น
“ผ่านมาองค์กรปกครองท้องถิ่นยังไม่ค่อยช่วยดูแลชุมชนในเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ดังนั้น ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเข้ามาดูแล โดยเฉพาะเรื่องอาชีพการทำมาหากิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวพระราชดำริไว้หลายอย่าง ทั้งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ฯลฯ
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนเราจะพัฒนาตัวเองได้นั้นต้องรู้จักทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จ จะทำกิจการใดต้องมีความวิริยะ อุตสาหะ ไม่ย่อท้อ แต่ต้องสำรวจตัวเองด้วยว่ามีภูมิคุ้มกันที่ดีหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพ ด้านการเงิน และด้านสังคม รวมถึงทุกเรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัว”
นับว่าวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ทำให้ประชาชนไทยเห็นอย่างชัดเจนมากขึ้นถึงความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางโลกใหม่ที่มีความผันผวนสูง