Skip to content

ภารกิจ TCMA ลดก๊าซคาร์บอน 1 ล้านตันปี’66

14 ก.พ. 2565 | 12:41น.
ภารกิจ TCMA ลดก๊าซคาร์บอน 1 ล้านตันปี’66

มิชชั่นปี’66 อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ลดโลกร้อน

ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกทั้งยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยในแนวราบของภาคเอกชน ตลอดจนงานก่อสร้างของโรงงานอุตสาหกรรมอีกหลายแห่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ผลเช่นนี้ จึงทำให้สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยทุกรายในประเทศ จึงมีมาตรการส่งเสริมการใช้ “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” คือการใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ดในการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจก

โดยในปี 2564 สามารถลดได้ถึง 3 แสนตัน CO2 หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 31 ล้านต้น กล่าวกันว่าจากผลดังกล่าว ทำให้ปีนี้สมาชิก TCMA จึงทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อประกาศ “Mission 2023” ในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 1 ล้านตัน CO2 ภายในปี 2566

ชนะ ภูมี

“ชนะ ภูมี” นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า TCMA จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 มีสมาชิกทั้งหมด 7 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด, บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนไทยซีเมนต์ ตราลูกโลก จำกัด, บริษัท ปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซีเมนต์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ภูมิใจไทยซีเมนต์ จำกัด (มหาชน)

โดยมีโรงงานของสมาชิกทั่วประเทศรวม 12 แห่ง กระจายอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง, นครสวรรค์, สระบุรี, เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีกำลังการผลิตโดยรวมประมาณ 60 ล้านตัน

โดยช่วงปี 2564 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยชะงัก ผู้ผลิตทุกรายพยายามปรับตัวหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความตระหนักในปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ก็ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวด้วย จึงกำหนดแผนการดำเนินงานออกมาเป็น 3 แผน ได้แก่

หนึ่ง ลดก๊าซเรือนกระจก ด้วยการผลักดันใช้นวัตกรรมคือ ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เพื่อทดแทนปูนเม็ด ผลตรงนี้ เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ, ภาควิชาชีพ, ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการบูรณาการความร่วมมือในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก : มาตรการทดแทนปูนเม็ด โดยความร่วมมือจะครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยพัฒนา, การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต, การปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง, การสร้างความรู้ความเข้าใจ, การส่งเสริมใช้งาน ตลอดจนการรายงานผลและการทวนสอบ เป็นต้น

“วัสดุปูนทดแทนปูนเม็ดที่ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่มักใช้ส่วนประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนต, หินปูน, หินขาว, ปูนสุก, ฝุ่นจากเตาเผาปูนเม็ด แต่สำหรับวัสดุทดแทนจะปรากฏอยู่ที่ถุงบรรจุปูนซีเมนต์ หรือใบส่งของ, ใบรับรองผล หรือที่อื่นใดที่ตกลงไว้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ทำให้ผู้ใช้ได้รับทราบ ส่วนราคาจัดจำหน่ายไม่ได้แตกต่างจากราคาเดิมนัก ผลสำเร็จที่ดำเนินงานมาในปี 2564 คือสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 3 แสนตัน”

สอง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในการทำเหมือง เนื่องจากพื้นฐานของอุตสาหกรรมซีเมนต์เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งยังมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด หรือช่วงภัยแล้ง และช่วงน้ำท่วม ดังนั้น การดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐ จนทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (environmental, social, governance) ทาง TCMA จึงมีแนวทางดำเนินการควบคู่กันไปกับการทำธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

โดยจัดทำโครงการโรงปูนรักษ์ชุมชนช่วยเหลือชุมชนที่อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เข้าไปตั้งโรงงานฐานการผลิตเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น พัฒนาเหมืองหินปูนเขาวงโมเดล และแก่งคอยโมเดล ที่ จ.สระบุรี ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบในร่างแผนผังโครงการจากภาครัฐ ซึ่งเป็นต้นแบบการทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และอนาคตจะเป็นแหล่งน้ำ และจุดเรียนรู้สำหรับชุมชน เพื่อส่งเสริมสมาชิกให้ความสำคัญต่อการนำทรัพยากรแร่มาใช้อย่างคุ้มค่าตามนโยบายรัฐบาล ควบคู่กับการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการทำเหมืองสิ้นสุด

“ชนะ” กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า พื้นที่เหมืองที่เหมาะสมอาจพัฒนาเป็นแหล่งน้ำ หรือจุดเรียนรู้สำหรับชุมชนนั้น ๆ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินงานตามแนวทางเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining) ด้วยการทำเหมืองให้ถูกต้อง และปลอดภัยตามหลักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ด้วยการนำวัตถุดิบมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าตามนโยบายภาครัฐ ทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ควบคู่กับการบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่ ดูแลสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน ที่สำคัญ ยังเปิดโอกาสให้ชุมชน และสังคมมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการทำเหมือง

ปัจจุบันแนวทางการฟื้นฟูเหมืองปรับให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และคำนึงถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยวางแผน และดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ตลอดกระบวนการดำเนินงานของเหมือง และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ได้จากการฟื้นฟูเหมือง อันสอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ เช่น เหมืองบ้านแม่ทาน จ.ลำปาง มีการพัฒนาเป็นแหล่งน้ำ และส่งต่อไปยังบ่อน้ำชุมชนใกล้เคียงใช้ประโยชน์กว่า 250 ครัวเรือน

โดยช่วงปี 2564 ผ่านมา เรานำน้ำกว่า 1.3 ล้านลูกบาศ์เมตรจากบ่อเหมือง มาช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ส่วนในช่วงเกิดน้ำท่วม ทางสมาคมเปิดเหมืองห้วยแร่ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่แก้มลิงสำหรับกักเก็บน้ำได้ถึง 6.6 ล้านลูกบาศก์เมตร มาช่วยป้องกันน้ำท่วมนาข้าวในพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่ ทั้งยังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่โดยรอบ ๆ ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เหมืองของสมาชิกอีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นแหล่งน้ำ จุดเรียนรู้ และพื้นที่สันทนาการสำหรับชุมชนใช้ประโยชน์ที่ร่วมมือกันในการที่ใช้โมเดลของเหมืองที่ประสบความสำเร็จไปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต่อยอดสร้างประโยชน์ทั้งที่นครสวรรค์, ลพบุรี และนครศรีธรรมราช เป็นต้น

สาม สร้าง ecosystem สำหรับการจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (waste) เพื่อสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการเกิดของเสีย และผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในการบริหารจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างเหมาะสมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสมาคมมีนโยบายส่งเสริมสมาชิกจัดการ waste อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดกระบวนการ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์นำของเหลือทิ้ง ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และการเกษตร มากกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี มาเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนซีเมนต์แบบ coprocessing นอกจากนั้นยังมีแนวทางที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเศษคอนกรีตที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้าง และรื้อถอน (demolition waste) มาใช้ประโยชน์อีกด้วย เช่น ถมที่ในโครงการ มีการนำส่วนประกอบโครงสร้างอาคารมาแยกย่อยหิน ทราย เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และคิดว่าในอนาคตคงทำลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ชนะ” กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยคล้ายกับอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องปรับตัวให้ก้าวข้ามความท้าทายหลายประการ ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น การเข้ามาของเทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรม การสนองตอบความต้องการของผู้บริโภค รวมไปถึงด้านทรัพยากร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ชุมชน ด้านกฎหมายและระเบียบ เป็นต้น

“สำหรับทิศทางความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ต่อจากนี้ไปจะสอดคล้องกับภาคการก่อสร้างของประเทศ ทั้งของภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และของภาคเอกชน ที่เป็นงานก่อสร้างที่อยู่อาศัย, งานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เป็นต้น โดยแบ่งออกเป็นปูนซีเมนต์สำหรับงานโครงสร้าง และงานหล่อผลิตภัณฑ์คอนกรีต ประมาณ 89%, ปูนซีเมนต์สำเร็จรูป ประมาณ 10% และปูนซีเมนต์สำหรับงานพิเศษประมาณ 1%”

“ตลอด 5 ปีผ่านมา (2559-2563) ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศมีประมาณ 30-35 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 50-60% ของกำลังการผลิตโดยรวม เนื่องจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศให้เติบโต จึงไม่มีนโยบายในการผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้น ถ้าประเมินอัตราการเติบโตโดยรวมของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ปี 2564 จึงอยู่ที่ -1% แต่ปี 2565 คาดว่าจะเติบโตขึ้น 2% เพราะ TCMA ยังคงมุ่งเดินหน้าดำเนินการเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งกระบวนการผลิต”

“ด้วยการกำหนด Mission 2023 เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการทดแทนปูนเม็ดให้ได้ถึง 1 ล้านตัน CO2 หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 122 ล้านต้น พร้อมกับเร่งผลักดันปูนไฮดรอลิก ซึ่งเป็นปูนซีเมนต์ที่ผ่านการคิดค้นวิจัยพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยเรื่องโลกร้อน และได้รับ มอก.2594 ไปใช้มากขึ้น ทั้งนั้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ low carbon economy”

“เพราะในเวที COP27 ครั้งหน้า เราจะได้มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนไปบอกต่อสังคมโลกมากขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก๊าซเรือนกระจก