ศบค.เห็นชอบลดค่าตรวจ RT-PCR ลดราคา ATK เริ่ม 1 มี.ค. เคาะฉีดวัคซีนโควิดในเด็ก 5-11 ปี เปิดทางผู้ปกครองเลือก “เชื้อตาย” หรือ “mRNA” เตรียมบริจาคแอสตร้าเซนเนก้าให้ 6 ประเทศผ่านโคแวกซ์ เปิดรับนักท่องเที่ยวใหม่ในรูปแบบ Thailand Pass Hotel & Swab System
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานผลการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธาน
นายแพทย์ทวีศิลป์ รายงานสถานการณ์การติดเชื้อประจำวันในประเทศไทยวันนี้ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 15,242 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 14,925 ราย ติดเชื้อจากต่างประเทศ 182 ราย และจากเรือนจำ 135 ราย และเสียชีวิต 23 ราย
ทำให้มีผู้ป่วยยืนยัน 337,680 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะมสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,561,115 ราย ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัว 111,393 ราย เป็นกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 55,058 ราย โรงพยาบาลสนาม 56,335 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 569 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 113 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยรักษาหายแล้วประจำวัน 8,955 หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,427,335 ราย

ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิต ยังเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ถึง 18 ราย คิดเป็น 79% และอายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรัง 4 ราย คิดเป็น 17% และไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 1 ราย คิดเป็น 4% นอกจากนี้มีเด็กอายุ 8 เดือน จากจังหวัดชลบุรี พบประวัติเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อีก 1 ราย
ประยุทธ์ ห่วงท็อป 10 ติดเชื้อสูงสุด ย้ำใช้มาตรการคุมให้ดี
นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุถึง สถานการณ์การติดเชื้อในวันนี้ว่า ที่ประชุมได้โยงไปยังพื้นที่จังหวัดสีฟ้า ในตรงนี้อยู่ในมาตรการที่ได้วางแผนไว้แล้ว พร้อมระบุว่า จากกราฟสีฟ้า (ภาพด้านล่าง) จำนวนผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัว หากทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์ยังรับมือไหว ในส่วนนี้จะยังไม่ได้เป็นประเด็นมากนัก ซึ่งเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป
ส่วน 10 จังหวัดแรกที่มีการติดเชื้อในประเทศสูงสุด อันดับ 1 ยังเป็นกรุงเทพมหานคร 3,019 ราย 2. สมุทรปราการ 979 ราย 3. ชลบรุี 785 ราย 4. นนทบรี 615 ราย 5. ภเูก็ต 412 ราย 6. สมทุรสาคร 347 ราย 7. นครปฐม 318 ราย 8. ราชบรุี 314 ราย 9. ปทุมธานี 302 ราย 10. นครศรีธรรมราช 297 ราย

“วันนี้ ผอ.ศบค. ได้กล่าวถึง 10 จังหวัดนี้ ขอให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบในการที่จะควบคุมตัวเลข หากคุมได้จะทำให้มาตรการหรือตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ขึ้นไปเป็นหลัก 3,000 ราย คือสิ่งที่ ผอ.ศบค.เป็นห่วงยิ่งนัก โดยการให้ใช้มาตรการควบคุมให้ได้อย่างดี”
ขณะที่ 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว จำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน ระลอกมกราคม 2565 (วันที่ 1 ม.ค. – 11 ก.พ. 2565) รายงานพบผู้ติดเชื้อจำนวน 5,435 ราย ส่วน 18 จังหวัดที่มีพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว มีผู้ติดเชื้อจำนวน 3,729 ราย
เมื่อรวมทั้ง 26 จังหวัด จะเห็นว่า เป็นพื้นที่สีฟ้า ซึ่งมีมาตราการต่าง ๆ ให้ผ่อนคลาย ให้มีการจำหน่ายสุรา รวมถึงเปิดร้านต่าง ๆ ได้ ซึ่งเรียกได้ว่า ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อรวม 2 พื้นที่นี้แล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 15,000 ราย และตัวเลขจากตรงนี้อีก 8,000 ราย เท่ากับว่าเกือบ 50% ครึ่งหนึ่งของการติดเชื้อรายวันในวันนี้จากพื้นที่เหล่านี้
“ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ทั้ง 26 จังหวัดเหล่านี้ช่วยกันลดอัตราการติดเชื้อเพราะสิ่งต่าง ๆ ของการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ของจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว อาจมีการย่อหย่อนของพี่น้องในพื้นที่ด้วยหรือไม่ จึงต้องร้องขอให้ทุกคนช่วยกัน เพื่อช่วยให้ภาพของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้มีการติดเชื้อที่มากขึ้น” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าว
คงระดับพื้นที่สีควบคุม ตรึงมาตรการ
โฆษก ศบค. กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอของการติดเชื้อในวัยเด็ก อายุ 0-9 ปีและ 10-19 ปี จะเป็นภาพที่แตกต่างจากการติดเชื้อในสายพันธ์เดลต้า หรือการติดเชื้อในสายพันธ์เบต้า ปัจจุบันมีการติดเชื้อในเด็กเพิ่มมากขึ้น เราต้องพึงระวังในส่วนนี้ ซึ่งเป็นที่มาการฉีดวัคซีนในเด็กอย่างครอบคลุม ที่ประชุมได้มีการรับทราบในเรื่องนี้แล้ว
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานสถานการณ์เตียงผู้ป่วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเตียงในระดับสีแดงหรือระดับ 3 ขณะนี้ถูกใช้ไปแล้ว 257 เตียง จากทั้งหมด 2,118 เตียง คิดเป็น 12.1% ดังนั้นศักยภาพของผู้ป่วยหนัก ยังสามารถรับมือได้อยู่
อย่างไรก็ตาม ยังคงระดับสีพื้นที่ควบคุมของจังหวัดในประเทศไทยไว้ก่อน เพื่อที่จะตรึงมาตรการต่าง ๆ ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนช่วยกันทั้งทำมาหากิน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการติดเชื้อให้มากที่สุด เพื่อที่ยังคงการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันไป หากมีการเพิ่มผู้ติดเชื้อ จากเดิมเป็นพัน มาเป็นหลักหมื่น หากเพิ่มขึ้นเป็นหลักหลาย ๆ หมื่น จะทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป

เห็นชอบวัคซีนเชื้อตายในเด็ก
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมพิจารณาเพื่อรับทราบจากกระทรวงสาธารณสุข การดำเนินการฉีดวัคซีน โดยเน้นการให้วัคซีนในวัยเด็ก โดยเฉพาะช่วงของวัย 5-11 ปี มีการติดเชื้อตั้งแต่ปี 2563-2565 ตัวเลขค่อยข้างสูงขึ้น โดยมีการเปิดฉีดวัคซีนในเด็กทีมีอายุ 5-11 ปี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 เป็นกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เป็นกลุ่มแรก จากนั้นวันที่ 7 กมุภาพันธ์ 2565 โดยการฉีดวัคซีนในสถานศึกษา มีเด็กจำนวนมากได้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว และได้รับภูมิคุ้มกัน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้เห็นชอบฉีดวัคซีนในสูตรเชื้อตาย ซิโนแวค+ซิโนแวค เนื่องจากผู้ปกครองมีความกังวลที่จะฉีดวัคซีน mRNA รวมถึงไฟเซอร์สูตรฝาสีม่วง+ไฟเซอร์สูตรฝาสีม่วง ซึ่งผู้ปกครองสามารถเลือกฉีดให้กับบุตรหลานของตนเอง (ตามตาราง)

เตรียมบริจาคแอสตร้าฯ ให้ 6 ประเทศ ผ่านโคแวกซ์
นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนการรับบริจาควัคซีนจากต่างประเทศ ส่งวัคซีนแลกเปลี่ยนคืนให้ต่างประเทศ และแผนการบริจาควัคซีนให้แก่ต่างประเทศ ดังนี้
แผนรับบริจาควัคซีนจากต่างประเทศ
- ประเทศจีนได้บริจาควัคซีนซิโนแวคให้แก่ประเทศไทย อีก 500,000 โดส เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565
- ได้รับมอบวัคซีนไฟเซอร์ จากประเทศฝรั่งเศส จำนวน 400,140 โดส ในเดือนมีนาคมนี้
แผนแลกเปลี่ยนวัคซีนคืนให้ต่างประเทศ
- ส่งวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า คืนประเทศสิงค์โปร์ จำนวน 122,400 โดส อยู่ระหว่างกำหนดวันส่งคืน
- วัคซีนแลกเปลี่ยนประเทศภูฏาน อยู่ระหว่างดำเนินการ
แผนบริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 6 ประเทศ
- บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประเทศเมียนมา จำนวน 500,000 – 1,000,000 โดส
- บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประเทศลาว จำนวน 300,000 โดส
- บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประเทศเวียดนาม จำนวน 300,000 โดส
- บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประเทศเนปาล จำนวน 400,000 โดส
- บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประเทศเคนยา จำนวน 550,000 โดส
- บริจาควัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประเทศเอธิโอเปีย จำนวน 1,000,000 โดส
“การบริจาควัคซีน นอกจากเป็นการทำเพื่อมนุษยชน มนุษยธรรมแล้ว อีกด้านหนึ่งคือการบริจาคเพื่อประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งมีการติดเชื้อเยอะ พร้อมทั้งไม่มีกำลังซื้อที่เพียงพอที่จะซื้อวัคซีน ซึ่งได้ประสานไปยังองค์การอนามัยโลก เพื่อให้การบริจาคนี้ผ่านโครงการโคแวกซ์ มีการรับรองแล้วโดยให้ส่งตรงถึงประเทศนั้น ๆ ได้เลย”
จ่อเสนอ ครม. ข้อตกลง “เครื่องบินพาณิชย์” ไทย-อินเดีย
นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดทำความตกลง Air Travel Bubble (ATB) ระหว่างไทย – อินเดีย หลังอินเดียได้ระงับเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งบินระหว่างประเทศ อนุญาตเพียงแค่เที่ยวบินที่มีการอพยพผู้คนของประเทศนั้น ๆ กลับประเทศเท่านั้น ทำให้สายการบินของประเทศไทยไม่สามารถบินขนส่งผู้โดยสารในรูปแบบพาณิชย์ได้ เว้นแต่มีการทำความตกลง (ATB) ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
- ในเดือนธันวาคม 2564 กรมเอเชียใต้ทำหนังสือถึง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งว่า กระทรวงต่างประเทศินเดียทาบทามให้ให้มีการจัดการทำความตกลง ATB ระหว่างไทย-อินเดีย
- วันที่ 17 ธันวาคม 2564 ฝ่ายอินเดียขอนัดหารือกับฝ่ายไทย เพื่ออธิบายรายละเอียด ของข้อเสนอในการจัดทำความตกลงฯ
- วันที่ 24 ธันวาคม 2564 กรมเอเชียใต้นำความตกลง (ATB) เสนอโดยอินเดีย ให้กพท. พิจารณา
- วันที่ 31 มกราคม 2565 เสนอ ศปก.ศบค. เพื่อพิจารณา โดยมีมติให้ความเห็นและให้เสนอ ศบค. เพื่อพิจารณาต่อไป
- จากนั้น ศบค. พิจารณาพร้อมส่งรายละเอียดต่าง ๆ เสนอให้ ครม.พิจารณา แล้วอนุมัติต่อไป
ลดค่าตรวจ RT-PCR ราคา ATK เริ่ม 1 มีนาคม
นายแพทย์ทวีศิลป์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบปรับราคาการตรวจ RT-PCR รวมถึงราคาของ ATK เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกและมีค่าบริการที่เหมาะสม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดังนี้
- ATK โดยประชาชน ซื้อเองใช้เอง ประมาณ 56,000 ราย/วัน ในราคา 55 บาท จากราคา 80 บาท
- ATK โดยหน่วยบริการ มีผู้ใช้บริการ 50,000 ราย/วัน ในราคาไม่เกิน 250 บาท จากราคา 300 บาท
- RT-PCR โดยหน่วยบริการ มีผู้ใช้บริการ 40,000 ราย/วัน ในราคาไม่เกิน 900 บาท จากราคา 1,200 บาท

เปิดรับนักท่องเที่ยว แบบใหม่ “Thailand Pass Hotel & Swab System”
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า ใน 4 เดือนที่ผ่านมาก่อนมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบ Test & Go มีผู้เดินทางเข้ามาแล้ว 65,670 ราย 2 เดือนถัดมา หลังมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบ Test & Go มีผู้เดินทางเข้ามา 427,869 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า
จากนั้นมีการปรับรูปแบบการเข้าประเทศอีกครั้งในเดือนมกราคม จำนวน 119,061 ราย และ 1-9 กุมภาพันธ์ 32,713 ราย มีผู้ที่เดินทางเข้ามาพอสมควร
ที่ประชุมจึงมีการปรับการเดินทางเข้าประเทศอีก 1 รูปแบบ คือ Thailand Pass Hotel & Swab System (TPHS) โดยมีการผูกโยงกับไทยแลนด์พาสเช่นเดิม คือ การตรวจ Swab สารคัดหลั่ง โดยระบบนี้จะทำให้มั่นใจได้มากยิ่งขึ้นว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จะทราบผลการตรวจอย่างเร็วที่สุด

ที่กักตัว แรงงานกัมพูชา-เมียนมา
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการกักตัวของแรงงานกัมพูชาและเมียนมา ตามแนวทางการนำแรงงานต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา และเมียนมาเข้ามาทำงาน ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารการทำงานของคนแรงงานต่าวงด้าว ปี 2560 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโรโนา 2019 จำนวน 17 แห่ง 476 ห้อง รองรับแรงงานจำนวน 1368 ราย
แรงงานกัมพูชา
- ศรีสะเกษ 2 แห่ง มี 88 ห้อง รับรอง 176 คน
- สุรินทร์ 2 แห่ง มี 16 ห้อง รับรอง 182 คน
- สะแก้ว 3 แห่ง มี 95 ห้อง รับรอง 410 คน
- ตราด 4 แห่ง มี 89 ห้อง รับรอง 270 คน
แรงงานเมียนมา
- เชียงราย 2 แห่ง มี 80 ห้อง รับรอง 80 คน
- ตาก 1 แห่ง มี 30 ห้อง รับรอง 120 คน
- กาญจนบุรี 1 แห่ง มี 40 ห้อง รับรอง 80 คน
- ระนอง 2 แห่ง มี 35 ห้อง รับรอง 50 คน

เปิดโรงเรียน Onsite ผ่าน 3 ขั้นตอน
โฆษก ศบค. ระบุว่า ตามนโยบายของ ศบค. การจัดการเรียนการสอนตามกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดจากจำนวนโรงเรียนทุกสังกัด ทั้ง 35,554 แห่ง มีหลายรูปแบบการสอน แต่ต้องการรที่ให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Onsite มากที่สุด โดยต้องผ่านตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของ ศบค. 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย
- สถานศึกษาต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน TSC+
- ครูและบุคลากรทางกรศึกษา ต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 อย่างน้อย 85%
- สถานศึกษาต้องจัดห้องเรียนให้ผู้เรียนมีการเว้นระยะห่าง 1.5 ม. (ห้องเรียนปกติไม่เกิน 25 คน )
“ผอ.ศบค.ได้ฝากขอบคุณมายังทุกคนที่ทำงานอย่างหนักตลอดมา ขอความร่วมมือให้เดินหน้ากันต่อ การ์ดอย่าตก ขอให้ยกการ์ดสูง ๆ กันไว้ เพราะประเทศของเรายังอยู่ความเชื่อถือของการรักษาโควิดอย่างดี” พร้อมทั้งฝากไปยังเจ้าหน้าที่ของภาครัฐว่า “เมื่อออกมาตรการมาแล้วต้องต้องเคร่งครัดในการบังคับใช้กฏหมาย ถ้าผิดก็ผิด สั่งปิดเลย ต้องไม่มีการละเว้นหรือทำตัวอย่างที่ไม่ดีที่จะให้การติดเชื้อต่าง ๆ” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวทิ้งท้าย